10 เอา 10 ไม่เอา

ข้อเสนอเหล่านี้เป็น “สารตั้งต้น” เพื่อช่วยกันคิดต่อ คิดเพิ่ม หรือจะคิดแย้ง ก็ว่าไป — แล้วบอกกันด้วยนะ :)

ตั้งใจว่าจะสรุปออกมาเป็น 10 อย่างที่อยากเห็น บวกอีก 10 อย่างที่ไม่อยากเห็น

คุณเห็นด้วยกับเราหรือไม่ ถ้าไม่ คุณเห็นว่าควรเป็นอย่างไร?

เอา

1. เสรีภาพในการคิด แสดงออก พูด สร้างงาน

2. ถาม: ข้อมูลส่วนตัวของเราควรได้รับการดูแลและรักษาอย่างไร?

กรณีตัวอย่าง: จะสมัครสมาชิกเว็บพันทิปดอตคอม แต่ว่า เขาจะขอเลขประจำตัวประชาชนและชื่อจริงจากเรา ถ้าเราไม่ให้ก็อดได้อมยิ้ม

เราเสนอ: ข้อมูลส่วนตัวของเราบนอินเทอร์เน็ตได้รับการดูแลและรักษาเป็นอย่างดี ดังนี้

  • ทั้งโดยรัฐและเอกชน (เช่น ตัวกลาง หรือตำรวจเวลารวบรวมหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์)
  • ข้อมูลบุคคลของใคร คนนั้นเป็นเจ้าของ
  • ห้ามเปิดเผยข้อมูลระบุตัวตน ข้อมูลบุคคล และข้อมูลส่วนบุคคล โดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาต
  • อีเมลและการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ต้องถูกปฏิบัติเหมือนจดหมาย คือเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิดูเด็ดขาด
  • การลงทะเบียนเป็นสมาชิกเว็บใดๆ ต้องไม่ขอหมายเลขบัตรประชาชนของผู้ใช้ หรือข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อการใช้บริการ
    • เหตุผลคือ ผู้ใช้ไม่สามารถเชื่อใจได้ว่าเว็บจะดูแลข้อมูลได้ดีหรือไม่
  • ข้อมูลที่ผู้ใช้ให้กับเว็บ เว็บต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ตกลงไว้เท่านั้น

คุณเห็นด้วยกับเราหรือไม่ ถ้าไม่ คุณเห็นว่าควรเป็นอย่างไร?

3. ถาม: อินเทอร์เน็ตที่เป็นอยู่ตอนนี้ ทำให้ทุกคนในประเทศไทยเข้าถึงได้สะดวกพอแล้วหรืออยัง

กรณีตัวอย่าง: ในแง่โครงข่าย หลายพื้นที่ยังไม่มีแม้แต่โทรศัพท์พื้นฐาน; ในแง่เนื้อหาและบริการ เว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐเกือบทั้งหมด ไม่ได้ออกแบบมาให้ผู้พิการทางสายตาเข้าถึงได้ และหลายแห่งใช้งานได้กับเบราว์เซอร์หรือระบบปฏิบัติการเฉพาะยี่ห้อ (เช่นใช้ได้กับ Internet Explorer บน Windows เท่านั้น)

เราเสนอ: อินเทอร์เน็ตควรออกแบบให้ทุกคนเข้าถึงได้ถ้วนหน้า ทุกคนเข้าถึงข้อมูลและบริการที่ต้องการได้ ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ — การให้บริการที่เข้าถึงนอกเขตเมือง และลักษณะการเข้าถึงที่รองรับคนพิการ คนแก่ เด็ก, มีภาษาถิ่น

คุณเห็นด้วยกับเราหรือไม่ ถ้าไม่ คุณเห็นว่าควรเป็นอย่างไร?

4. ถาม: กติกาและนโยบายเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตควรเป็นอย่างไร?

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง-ได้รับผลกระทบ-มีผลประโยชน์ร่วมทั้งหมด ต้องสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกติกาและนโยบายอินเทอร์เน็ต

  • รัฐควรจำกัดบทบาทตัวเองลง
  • ผู้ให้บริการสนับสนุนให้ผู้ใช้สามารถดูแลกันเองได้ เช่นเป็น “mod” ของเว็บบอร์ด
  • ผู้ให้บริการพร้อมตอบสนองในช่วงเวลาที่กำหนด กรณีมีเรื่องเร่งด่วน
  • ชาวเน็ตก็ต้องมีความรับผิด ในระดับที่เหมาะสมตามบริบท
  • การเปลี่ยนแปลงกติกาหรือเงื่อนไขการบริการ จะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และมีหนทางสำหรับคนที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขใหม่ ให้เลิกใช้บริการได้โดยสะดวก เช่น มีหนทางให้ย้าย (export) ข้อมูลส่วนตัวออกมาได้

5. การแบ่งปันต่อยอดงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ อย่างเปิดกว้าง

เช่น การสนับสนุนการใช้งานอย่างเป็นธรรม (fair use), ครีเอทีฟคอมมอนส์

6. มองและปฏิบัติกับอินเทอร์เน็ตและสังคมในยุคอินเทอร์เน็ต อย่างเข้าใจ

7. ผู้ให้บริการไม่กลัวจนเกินเหตุ และเห็นถึงความสำคัญถึงสิทธิของผู้ใช้และของผู้ให้บริการเอง

8. ทรัพย์สินบนเน็ต เช่น ไอเท็มเกม เงินหรือแต้มออนไลน์ เป็นทรัพย์สินตามกฎหมายแพ่ง

9. การดู/นำเข้า/ครอบครองเนื้อหาคอมพิวเตอร์ใด ๆ ก็ตามไม่ผิดกฎหมาย

แต่การเผยแพร่เนื้อหาบางอย่างอาจผิดกฎหมาย (เผยแพร่อะไรบ้างที่ผิด ต้องคุยกันอีกที)

  • โปรแกรมที่อาจใช้เจาะระบบได้ (แต่ไม่ได้ออกมาใช้เฉพาะเพื่อการเจาะระบบ) ต้องครอบครองได้ ไม่ผิด
  • ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไม่สามารถทราบได้เองว่าเนื้อหาไหนที่หมิ่นประมาท ถ้าเปิดไปพบ ไม่ควรจะผิด

10. แยกความผิดต่อสาธารณะ ออกจากความผิดต่อบุคคล

ความผิดบางอย่าง เช่น เจาะระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างไฟฟ้า ประปา ที่สาธารณะร่วมกันใช้ และจะทำให้คนจำนวนมากเดือดร้อน ควรจะเป็นความผิดต่อสาธารณะ ยอมความไม่ได้
แต่ความผิดบางอย่าง เช่น เจาะระบบโน๊ตบุ๊กส่วนตัว ควรจะเป็นความผิดต่อบุคคล ยอมความได้

ไม่เอา

1. ไม่มองเทคโนโลยีในแง่ร้าย

กรณีตัวอย่าง: คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมักถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมต่างๆ เช่น ติดเกม ถูกล่อลวง ทำให้เข้าสังคมไม่ได้ ฯลฯ

เราเสนอ: ไม่โทษอะไรว่าเป็นตัวการของปัญหาต่าง ๆ อย่างเหมารวม “มีปัญหาอย่าโทษเน็ต” “มีปัญหาอย่าโทษเกม”

2. ไม่ให้กฎหมายคอมพิวเตอร์ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่แล้ว

  • ลิขสิทธิ์, หมิ่นประมาท, ฉ้อโกง, ลามกอนาจาร, ก่อความเดือดร้อนรำคาญ, ผิดต่อศีลธรรมอันดี, ความมั่นคงของชาติ, ทำให้สาธารณะตื่นตระหนก ฯลฯ
  • ความผิดคอมพิวเตอร์บางอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นความผิดอาญา หรือบางอย่างแม้เป็นอาญาก็ควรยอมความได้

3. ไม่ให้สิทธิกับเจ้าหน้าที่รัฐจนเกินจำเป็น ให้คำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาเป็นสำคัญ

  • เวลาทำคดี/หาหลักฐานคดีเกี่ยวกับคอม และต้องลดความเสียหาย-ไม่สะดวกที่จะเกิดขึ้นได้ให้น้อยที่สุด เช่น การยึดเซิร์ฟเวอร์ ต้องทบทวนว่าจำเป็นหรือไม่ และพยายามหาวิธีที่จะหลีกเลี่ยง
  • สำหรับคดี มาตรา 14-15 (เนื้อหา) เห็นว่า ไม่ต้องยึดติดกับ พรบ.คอมเก่า เช่นถ้าชัดเจนว่า โน๊ตบุ๊คของเว็บมาสเตอร์ไม่เกี่ยวข้องกับคดี เพราะข้อความที่มีปัญหา เป็นผู้อื่นโพสต์และปรากฏที่เซิร์ฟเวอร์ โดยไม่ได้ผ่านโน๊ตบุ๊คของเว็บมาสเตอร์เลย เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีสิทธิโคลนฮาร์ดดิสก์โน๊ตบุ๊คตัวนั้น
  • การขอดูหรือทำสำเนา ข้อมูลผู้ใช้ใดๆ จะต้องมีหมายศาลเท่านั้น และจะขอได้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง
    • ตัวกลางมีสิทธิตามกฎหมายที่จะไม่ให้บ้างไหม ? ในกรณีไหน
  • ผู้ต้องหาสามารถไปรายงานตัวที่ไหนก็ได้

4. ไม่กล่าวหาคนโดยไม่มีหลักฐาน กระบวนการยุติธรรม กระบวนการพิจารณาคดีเกี่ยวกับเนื้อหา ต้องเป็นไปตามขั้นตอน

  • ดำเนินคดีคนโพสต์ข้อความ -> เมื่อตัดสินแล้วว่าคนโพสต์ผิด -> ถึงจะเริ่มกระบวนการพิสูจน์ “เจตนา” ของตัวกลางเนื้อหา
  • ห้ามเริ่มดำเนินคดีกับตัวกลางก่อนที่คดีคนโพสจะสิ้นสุดและตัดสินแล้วว่าผิด

5. ไม่เซ็นเซอร์มั่ว

  • หาวิธีอื่นก่อนจะใช้วิธีนี้
  • ควรเป็นการบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอีก ถ้าปล่อยให้เผยแพร่ต่อไป แต่ไม่ใช่การลงโทษ
  • ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ขอข้อมูลได้ตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารราชการ
  • ต้องอุทธรณ์ได้
  • ต้องเซ็นเซอร์โดยจำกัดขอบเขตให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
    • ข้อความไหนมีปัญหา ให้ปิดเฉพาะข้อความนั้น
  • ต้องแจ้งให้ชัดเจนว่า เป็นหมายศาลเลขที่อะไร และเหตุผลคืออะไร
    • มีลิงก์ไปยังหมายศาล

6. ไม่โยนบาปให้ตัวกลางต้องรับผิดเรื่องที่ไม่ได้ทำ

  • ตัวกลางที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา ไม่ต้องรับผิดเกี่ยวกับเนื้อหา
  • คนที่อาจจะต้องรับผิด (ในโทษที่เบา และหลังจากมีการพิสูจน์เจตนาแล้ว) จะต้องเป็นตัวกลางที่แทบจะสุดทางของ “ท่อ” แล้วเท่านั้น
  • มีระเบียบปฏิบัติชัดเจนในการ “แจ้ง & เอาออก” (Notice & Takedown)
    • ถ้าเอาออกภายในเวลาที่กำหนด ไม่ต้องรับผิด
      • เสนอ ระยะเวลาแจ้ง ก่อนเอาออก 15 วัน
      • ประชาชนทั่วไปมีสิทธิแจ้งได้ (เช่น ถ้าข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองถูกเปิดเผยบนเว็บบอร์ด ก็ขอให้เว็บมาสเตอร์ลบได้)
    • ถ้าเอาออกไม่ทัน ต้องรับผิด แต่โทษที่ได้รับต้องต่ำกว่าผู้กระทำความผิด ไม่เกิน ⅔ หรือมีแค่โทษปรับ
  • ถ้าเอาออกไปแล้ว พบว่า เป็นการเอาออกที่ไม่สมเหตุผล ก็มีการเอากลับได้
  • ซึ่งต้องมีคิดกระบวนการอุทธรณ์ เอาข้อความกลับมาเหมือนเดิม
  • เนื่องจากตัวกลางมีแรงจูงใจในการลบ มากกว่าการไม่ลบ และคนย่อมกลัวภาระการรับผิด จะทำอย่างไรไม่ให้ตัวกลางวิตกกังวลเกินไป-ลบมากไป
    เช่น 

    • มีคนอ้างเป็นตำรวจ โทรหาตัวกลางบอกให้เอาข้อความออก (ตัวกลางไม่รู้ว่าเป็นตำรวจจริงๆ หรือเปล่า แต่ตกใจไปแล้ว ลบไว้ก่อน)
    • น่าจะมีศูนย์ให้คำปรึกษาเรื่องนี้ ช่วยตัวกลางให้มั่นใจและไม่กังวล เช่น ถ้ามีคนอ้างว่าเป็นตำรวจโทรมา ตัวกลางก็ติดต่อมา ก็อาจตรวจสอบให้ว่า มีหมายศาลไหม เป็นคำสั่งที่ถูกต้องไหม มีเหตุผลไหม — เป็นกระบวนการมาถ่วงดุลการเซ็นเซอร์ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ให้มีการข่มขู่ตัวกลางให้ลบข้อความด้วย

7. ไม่เอาการฉ้อโกง/เจาะระบบ/ดักข้อมูลบนเน็ต

8. ไม่สนับสนุนข้อความเกลียดชัง (hate speech) และ การล่าแม่มด

กรณีตัวอย่าง: ตอนนี้การเมืองร้อนแรง มีเพจที่คุยกันอย่างไม่สร้างสรรค์ ใช้คำหยาบ ลดค่าความเป็นมนุษย์กันและกัน เราควรจะคิด+จัดการอย่างไรกับข้อความเกลียดชังบนอินเทอร์เน็ต?

เราเสนอ: เราควรมีความอดทนอดกลั้นต่อคำพูดที่เราไม่พอใจหรือไม่เข้าหูเรา แต่ถ้ามันเลยเถิดถึงขั้นหมิ่นประมาท หรือยั่วยุให้เกิดความรุนแรง หรือมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ต เราก็ควร …

9. ไม่เก็บข้อมูลจราจรและข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ เกินจำเป็น

  • การเก็บข้อมูลจราจร ตัวกลางต้องบอกกับผู้ใช้ด้วยว่า จะเก็บอะไรบ้าง เป็นเวลาเท่าใด ทั้งนี้เป็นไปตามขั้นต่ำสุดของกฎหมาย เช่น ไม่เกิน 90 วัน
  • ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะยินยอมหรือไม่ (อาจแลกกับการเข้าถึงบริการบางอย่างไม่ได้ แต่ต้องมีทางเลือก)
My Computer Law
คุณคิดว่ากฎกติกาของอินเทอร์เน็ตควรเป็นอย่างไร ?
เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นในแบบสำรวจ คำถามมีทั้งหมด 6 ข้อ ใช้เวลา 2-10 นาที
รายงานการสำรวจที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะ จะเป็นสถิติภาพรวมที่ระบุตัวตนของผู้ตอบแบบสอบถามไม่ได้
คลิกที่นี่เพื่อทำแบบสำรวจ

4 ตอบกลับที่ “10 เอา 10 ไม่เอา”

  1. Warong พูดว่า:

    สิ่งที่คาดหวังทางเน็ทอย่างแรกเลยถ้าเปลี่ยนรัฐบาลก็คือ ยกเลิกกลุ่มลูกเสือไซเบอร์อะไรนั่นซะ ถ้าจะให้ดีก็เปิดเผยด้วยว่ากลุ่มนี้ทำอะไรไปบ้างแล้ว

    • hi5 พูดว่า:

      เห็นด้วยครับ บอกว่าเข้ามารักษาความสงบแต่ขั้นตอน วิธีไม่โปร่งไม่ให้ตรวจสอบเลยนะครับ

  2. วลัญช์ พูดว่า:

    ดราฟท์แรก หลายข้อดีมากครับ (โดยเฉพาะข้อ “ไม่เอา” 2-6)

    แต่หลายข้อตีกันเองวุ่นเลย… เอาแค่ข้อ “เอา” 2 นะ

    เวปไซด์เป็น “พื้นที่ส่วนบุคคล” เจ้าของเวปสามารถกำหนดเงื่อนไขในการเข้าใช้พื้นที่เวปไซด์ของเขาได้ จริงมั้ย?
    ถ้าจะไปบังคับเขา ก็เหมือนเป็นการละเมิดสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ (แถมไปตีกันกับกฏข้อ 2.2 “…ของใคร คนนั้นเป็นเจ้าของ” และข้อ 4.2 “ผู้ให้บริการสนับสนุนให้ผู้ใช้สามารถดูแลกันเองได้ เช่นเป็น “mod” ของเว็บบอร์ด”)

    ถ้าจะให้รัฐไปบังคับกฏเหล่านี้กับเวปไซด์เอกชน ก็กลายเป็นว่าสนับสนุนให้รัฐกลับไปมีอำนาจควบคุมอีก จริงมั้ย

    คุณผลักดัน “คนใช้เนตคิดเองเป็น” เพื่อลดบทบาทรัฐบนโลกออนไลน์ลง (ดี ผมเห็นด้วย) แต่! คุณกลับออกกฏหลายข้อไปบังคับเวปไซด์ (เช่้น 2.3, 2.4, 2.5 เป็นต้น) แล้วใครครับที่จะช่วยบังคับกฏเหล่านี้ …ถ้าไม่ใช่รัฐ

    นอกจากนี้เวปไซด์หลายแห่งเป็นเวป “นานาชาติ” การนำกฏเหล่านี้ไปบังคับใช้ทำได้ยาก การฟ้องร้องยิ่งแล้วใหญ่ ช่วยนำข้อนี้ไปพิจารณาด้วย

  3. พลเมืองที่ต้องการอิสระภาพ พูดว่า:

    เห็นด้วยทุกๆข้อ เสนอมาได้ดีมากๆ
    สิทธิเสรีภาพของทุกๆคนควรปกป้อง ไม่ควรให้ไอ้กฎหมายต่างๆมาริดรอน

    เห็นด้วยการดูหนัง ครอบครองหนังโป๊ต่างๆ ไม่ควรผิดกฎหมายอย่างยิ่ง เพราะธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนมีความต้องการทางเพศติดตัวมาตั้งแต่เกิด สิ่งพวกนี้ใช้ในการตอบสนองตรงนั้นได้ ไม่ได้ก่อให้เกิดอาชญากรรม เพราะ ตามธรรมชาติ บุคคลมีวิธีในการบำบัดความต้องการทางเพศได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความเดือนร้อนให้ผู้อื่น
    การที่ออกกฎหมายห้ามครอบครองหนังโป๊เด็ก เท่ากับเป็นการฝืนธรรมชาติของมนุษย์ในการบำบัดความต้องการทางเพศของตนเอง ประกอบกับ “การครอบครอง” เพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้กระทำการอย่างอื่น อาทิ เผยแพร่ ครอบครองเพื่อการค้า จำหน่าย ไม่ได้ทำให้สังคมเดือดร้อนถึงขนาดจำเป็นต้องออกกฎหมายจำกัดการครอบครอง ประกอบกับรับธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 บัญญัติว่าการออกกฎหมายซึ่งจำกัดซึ่งสิทธิเสรีภาพของบุคคลต้องกระทำเท่าที่จำเป็น
    และความผิดตามกฎหมายนี้ควรกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ เพราะจริงๆแล้วรัฐก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย มีบางมาตราเท่านั้นที่รัฐเป็นผุ้เสียหาย จึงควรกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้โดยส่วนใหญ่

    ฝากให้คนออกกฎหมายไปคิด ประชาชนก็ควรให้ความสำคัญเพราะกฎหมายนี้มันมีผลถึงท่านแน่นอน ช่วยออกมาต่อต้านกฎหมายนี้กันเยอะๆ ตามเว็บบอร์ดต่างๆ ตาม Facebook ทำแบบนี้เยอะๆเป็นการสร้างแรงกดดันทานสังคมช่วยหนุนต้านกฎหมายเผด้จการกันอีกแรง เพราะข้อเท็จจริงก็คือ ในอนาคตจะอาจจะมีกฎหมายซึ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพออกมาอีกมาก ถ้าไม่ร่วมมือกันต่อต้านเสียแต่ตอนนี้ อนาคตสิทธิเสรีภาพต่างๆของพลเมือง ของสื่อ จะไม่มีเหลือเลยครับ ฝากให้คิดนะครับ

ส่งความเห็นที่ Warong