วิเชียร อันประเสริฐ : พ.ร.บ.คอมฯ ทำให้คนเป็นคอม ไม่ทำให้คนเป็นคน

งานเสวนา “เล่นเน็ตติดคุก เล่นเฟซบุ๊กถูกฟ้อง” ที่ม.อุบลฯ นักสังคมศาสตร์เปิดมุมมองทางสังคมต่อพ.ร.บ.คอมฯ นักกฎหมายชี้ตัวกฎหมายมีปัญหา ไม่ใช่แค่การบังคับใช้

ในงานเสวนา “เล่นเน็ตติดคุก เล่นเฟซบุ๊กถูกฟ้อง” : 4 ปีการบังคับใช้พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์กับสิทธิเสรีภาพการสื่อสาร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดโดย ศูนย์เผยแพร่และช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ หลักสูตรนิเทศศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีวิทยากรจากหลากหลายสาขาเข้าร่วมพูดคุยเกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์)

วิเชียร อันประเสริฐ อาจารย์ประจำสาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

อ.วิเชียรกล่าวถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในมุมมองเชิงสังคม ที่มองกฎหมายและคอมพิวเตอร์ ไว้อย่างน่าสนใจ

วิเชียร อันประเสริฐ อาจารย์ประจำสาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

รัฐอยากได้อะไรก็ออกกฎหมาย โดยไม่เข้าใจ

“กฎหมายเป็นเรื่องของอำนาจ ชนชั้นใดร่างกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น” อาจารย์คณะสังคมศาสตร์กล่าว

อ.วิเชียร มองว่า ปัจจุบันกฎหมายเป็นเครื่องมือของผู้ปกครองในการควบคุมชนชั้นล่าง เวลารัฐต้องการน้ำมาเป็นของตัวเองก็ออกกฎหมายน้ำ ถ้าต้องการเอาป่าก็ออกกฎหมายป่า สิ่งที่รัฐไม่เข้าใจก็คือวัฒนธรรมการใช้ป่าหรือการใช้น้ำของชุมชนทั้งหมด

การที่รัฐร่างกฎหมายคอมพิวเตอร์ขึ้นมา รัฐก็ไม่ได้เข้าใจวัฒนธรรมการใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อมีกฎหมายคอมพิวเตอร์ออกมาคอมพิวเตอร์ไม่ได้เป็นของคุณแล้ว กลายเป็นของรัฐ รัฐพยายามเข้ามาควบคุมการใช้คอมพิวเตอร์ของคุณทั้งหมด

พ.ร.บ.คอมฯ ทำให้คนเป็นคอม ไม่ทำให้คนเป็นคน

กฎหมายคอมพิวเตอร์มีวัตถุประสงค์เพื่อมาควบคุมดูแลระบบคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อกฎหมายนี้ถูกใช้มาควบคุมการสื่อสารของคนกับคน เท่ากับเขามองคุณเป็นคอมพิวเตอร์แล้ว เขามองการสื่อสารของคุณเป็นการสื่อสารของคอมพิวเตอร์ คนออกกฎหมายไม่ได้สนใจวัฒนธรรมสื่อสาร ไม่เข้าใจวัฒนธรรมการสื่อสารบนโลกอินเทอร์เน็ต

แทนที่การหมิ่นประมาทจะถูกลงโทษตามกฎหมายที่ควบคุมคนกับคน (หมายถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา326) แต่กลับถูกลงโทษตามกฎหมายที่มาควบคุมคอมพิวเตอร์ ถ้าเมื่อไรกฎหมายคอมพิวเตอร์ใช้ควบคุมเรื่องของความคิดเห็นแล้ว แสดงว่าเขามองคุณเป็นคอมพิวเตอร์และควบคุมคุณในฐานะที่เป็นคอมพิวเตอร์

การเซ็นเซอร์คือการมองว่าประชาชนโง่ คิดไม่ได้ การสื่อสารใดที่จะไปถึงคุณต้องผ่านผมก่อน เป็นการควบคุมประชาชน แทนที่จะมีเสรีภาพการสื่อสาร มีการสื่อสารสองทางซึ่งมีประสิทธิภาพ แต่กำลังถูกแทรกแซงด้วยพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เราต้องมองคนเป็นคน ไม่ใช่มองเป็นคอมพิวเตอร์

เสนอทางออก ให้ประชาชนออกกฎหมายเอง

“กฎหมายเป็นเหมือนโรงงานอุตสาหกรรม สามารถทำให้ตายหรือเจ็บป่วยไข้ได้” อาจารย์วิเชียรกล่าว

อ.วิเชียรกล่าวถึงแนวคิดที่มีต่อการออกกฎหมายว่า กฎหมายมีคุณ คือ คุ้มครองปกป้องสิทธิ แต่ก็มีโทษด้วย ดังนั้น ก่อนออกกฎหมายสักเรื่อง ต้องมีการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการมีกฎหมายนั้นด้วย เหมือนกับการสร้างโรงงานที่ต้องศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและทางสุขภาพก่อน

ทางออกของเรื่องนี้ คือ ต้องให้ประชาชนออกกฎหมาย กฎหมายอะไรที่ออกโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม ออกโดยคมช. หรือออกโดยใคร ต้องเอาออกให้หมด เพราะกฎหมายกำลังไปทำลายเหยื่อที่เป็นคนดีด้วย

ประชาพิจารณ์ ไม่ใช่ทั้งหมดของการมีส่วนร่วม เป็นแค่ส่วนหนึ่ง การมีส่วนร่วมต้องพูดถึงการตัดสินใจ ต้องประเมินผลกระทบทั้งหมด การเข้าชื่อเสนอกฎหมายก็เป็นทางหนึ่งในการมีส่วนร่วมที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อสิทธิของประชาชน

พ.ร.บ.คอมฯ กำลังละเมิดสิทธิมนุษยชน

การละเมิดสิทธิมนุษยชนส่วนใหญ่เกิดจากรัฐและการใช้กฎหมายของรัฐ ต้องมองกฎหมายว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ เราจำเป็นต้องสร้างการตรวจสอบกฎหมาย เราต้องมาช่วยกันร่างกฎหมายเอง อย่าปล่อยให้ชนชั้นปกครองสร้างกฎหมายแล้วมาบอกว่าอะไรผิดอะไรถูก

“หลักการของสิทธิมนุษยชนคือ ไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น อะไรทำให้เรากลัวที่จะแสดงความคิดเห็นอันนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กำลังทำให้เรากลัว” อาจารย์สังคมศาสตร์ที่สอนวิชาสิทธิมนุษยชนกล่าว

อภินันท์ ศรีศิริ อาจารย์ประจำกลุ่มกฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

อภินันท์ ศรีศิริ  อาจารย์ประจำกลุ่มกฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
อ.อภินันท์ อธิบายถึงพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบันว่า ลักษณะความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีอยู่ 2 ลักษณะ

หนึ่ง คือ ความผิดที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการทำความผิดอย่างอื่น เช่น มาตรา 14 การโพสต์ข้อความที่เป็นความผิด

สอง คือ ความผิดที่มุ่งกระทำต่อตัวระบบหรือข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เช่น การโจมตีระบบ การแฮก การดักข้อมูล การเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์ของคนอื่นหรือไปแก้ไขข้อมูลของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต

ปัญหาหนึ่งในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คือ กฎหมายกำหนดให้ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมาก เพราะเพิ่มภาระให้กับผู้ให้บริการ แถมยังมีบทกำหนดโทษทางอาญาอีก

เนื่องจากทุกวันนี้หน่วยราชการต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์มากขึ้น ต้องมี e-document e-learning e-office ฯลฯ การมุ่งโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ก็มีมาก ดังนั้นถ้ามองถึงความจำเป็น พ.ร.บ.นี้ มีความจำเป็นต้องเข้าไปดูแลการใช้คอมพิวเตอร์ที่เหมาะสม หากกฎหมายมีปัญหาอย่างไร ก็สามารถแก้ไขให้สมบูรณ์ได้

อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต

 
อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต

เสรีภาพแสดงความคิดเห็นของไทยตกอันดับวูบ

อาทิตย์เล่าว่า จากการประเมินขององค์กรหลาย ๆ แห่ง เช่น องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ที่ประเมินเรื่องเสรีภาพการแสดงออก จัดให้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 153 จาก 178 ประเทศ ถือว่าต่ำทีเดียว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ช่วงประมาณปี 2548–2549 ประเทศไทยเคยอยู่อันดับที่ประมาณ 100 นิด ๆ

ฟรีดอมเฮาส์เคยจัดระดับเสรีภาพสื่อประเทศไทยเป็น “กึ่งเสรี” ในปี 2553 แต่ปัจจุบันตกลงมาเป็น “ไม่เสรี” โดยสาเหตุสำคัญอันหนึ่งคือการใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ควบคุมความคิดเห็นออนไลน์

พ.ร.บ.คอมฯ ถูกใช้เอาผิดกับเนื้อหา มากกว่าความผิดคอมพิวเตอร์จริง ๆ

อาทิตย์กล่าวว่า ดังที่อาจารย์อภินันท์จำแนกความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เป็นสองประเภท แต่เวลาบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ของรัฐเน้นเอาผิดเรื่องเนื้อหาการแสดงความคิดเห็นมากกว่าการปกป้องระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของเรา โดยสถิติในปี 2553 พบว่ามีคดีที่เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ 45 คดี ขณะที่คดีเกี่ยวกับเนื้อหามีถึง 128 คดี

หากดูสถิติการปิดกั้นหรือบล็อคเว็บไซต์ ก็คล้ายกัน ที่ผ่านมาการปิดห้าหมื่นจากเจ็ดหมื่นกว่าเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องคุ้มครองประชาชนทั่วไป แต่เป็นเรื่องที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ และพบว่าจำนวนการปิดกั้นเว็บไซต์จะสูงขึ้นมากในช่วงที่มีเหตุการณ์ทางการเมือง เช่น เดือนตุลาคม 2551 เดือนเมษายน–พฤษภาคม 2553 ส่วนการปิดกั้นด้วยเรื่องปกป้องสุขภาพ เรื่องการพนัน มีเพียง 3-4% เท่านั้น

จากข้อมูลนี้ อาทิตย์จึงมองว่าไม่เกินเลยไปหากจะกล่าวว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับนี้ แม้จะมีเจตนาดีเพื่อปกป้องสิทธิผู้ใช้เน็ตในตอนแรก แต่สุดท้ายแล้วถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริง ๆ

สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สาวตรี สุขศรี  อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทำไมเล่นเน็ตถึงติดคุก เล่นเฟซบุ๊กถึงถูกฟ้องได้?

พื้นที่โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นการสร้างตัวตนอะไรสักอย่าง เป็นพื้นที่รวมคนที่เห็นคล้ายกันมาสื่อสารพูดคุยกัน ทำให้ความคิดของเราได้รับการตอบสนอง จะเกิดความรู้สึกฮึกเหิม มีผลให้การแสดงความคิดเห็นบางทีรุนแรง ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

โซเชียลเน็ตเวิร์กโดยตัวพื้นที่ของมันดี ตอบสนองประชาธิปไตย แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ถ้าเขียนเนื้อหาได้ดีก็จะมีชื่อเสียง แต่ถ้าเขียนเนื้อหาที่รุนแรง ไม่ระวังตัว จะกลายเป็นช่องว่างให้ถูกฟ้องคดี

เราต้องคิดไว้เสมอว่าแม้จะมีเพื่อนเยอะ แต่เพื่อนไม่ได้คิดเหมือนเราทุกคน เวลาแสดงความคิดเห็นออกไปจะมีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ การที่อินเทอร์เน็ตทำให้แสดงความคิดเห็นได้รวดเร็ว มีอิสระ ก็ต้องคำนึงไว้ว่าความรวดเร็วนั้นอาจจะมีข้อผิดพลาดด้วย บางข่าวที่มาถึงเราอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง

อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเราสามารถรู้เรื่องของคนอื่นได้ สามารถเข้าไปดูเฟซบุ๊กให้หน้าของคนอื่น ติดตามความเคลื่อนไหวของคนอื่นได้ ในขณะเดียวกันคนอื่นก็อาจจะรู้เรื่องของเราได้เช่นกัน ข้อมูลส่วนบุคคลจะเข้าไปอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กมาก เรารู้เขา เขาก็รู้เรา

เฟซบุ๊กอาจจะเหมือนสวนหลังบ้าน แต่รั้วที่กั้นสวนหลังบ้านกับถนนนอกบ้านเป็นรั้วโปร่ง ใครจะเข้ามาเมื่อไรก็ได้ คนที่มีความสามารถทางเทคนิคสามารถเข้ามาดูได้ เวลาแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กต้องคิดเสมอว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือกึ่งสาธารณะ และคนที่เห็นต่างกับเราอาจจะเอาไปฟ้องเราได้

วัฒนธรรมทางใช้เน็ตของไทย มีปัญหาต่อเสรีภาพ

อ.สาวตรี กล่าวถึงบรรยากาศการละเมิดสิทธิเสรีภาพในโลกออนไลน์ ว่า วัฒนธรรมการใช้เน็ตของประเทศไทยยังไม่เปิดกว้างพอ จึงยังมีการไล่ล่า เสียบประจานกัน เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องการล่าแม่มดในโลกไซเบอร์ บางครั้งการแสดงความคิดเห็นไม่ได้ผิดกฎหมายเลย แค่ไม่ถูกใจ ยังไม่ผิดกฎหมายไม่ใช่หมิ่นประมาทเลยแต่ถูกเสียบประจานแล้ว เห็นว่าวัฒนธรรมยังไม่เปิดกว้างพอจึงมีการไล่ล่าความเห็นที่แตกต่าง

วัมนธรรมที่ยังไม่ศิวิไลซ์พอ ประกอบกับกฎหมายที่เป็นปัญหา จึงเกิดประเด็นตามหัวข้อ “ใช้เน็ตติดคุก เล่นเฟซบุ๊กถูกฟ้อง”

นอกจากนี้อ.สาวตรียังย้ำด้วยว่า ถึงเวลาที่เราต้องเปิดพื้นที่ และสร้างภูมิคุ้มกันในการยอมรับความเห็นที่แตกต่างได้แล้ว

การถูกจับถูกฟ้องในวันนี้ ถูกต้องหรือไม่ในทางกฎหมาย?

นักกฎหมายอาญาวิพากษ์ตัวพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ว่า การฟ้องที่เป็นไปตามเนื้อผ้า เรารับได้ แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาหลายกรณีไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผู้บังคับใช้กฎหมายใช้ดุลพินิจส่วนตัวมากเกินไป กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

เมื่อดู พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 (2) เรื่อง ข้อความที่กระทบต่อ “ความมั่นคง” หรือทำให้ประชาชน “ตื่นตระหนก” เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคืออะไร? ทั้งที่กฎหมายที่มีโทษทางอาญาเวลาบัญญัติกฎหมายต้องบัญญัติให้ชัดแจ้ง ให้ประชาชนเข้าใจได้ เพราะถ้าถูกลงโทษจะริดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างร้ายแรง นี่คือปัญหาในเนื้อหาแห่งกฎหมาย ไม่ใช่ปัญหาที่การบังคับใช้

ถ้าดูมาตรา 14 (3) เรื่อง ข้อความที่เป็นความผิดตามหมวดความมั่นคงในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคง เป็นเรื่องเดียวกับ (2) แต่ใน (3) นี้ชัดเจนว่าอะไรคือความผิด เพราะมีการเชื่อมโยงความผิดไปยังมาตราต่าง ๆ ในประมวลกฎหมายอาญา แต่น่าสงสัยว่าเมื่อมีมาตรา 14 (3) ซึ่งชัดเจนอยู่แล้วนี้จะมีมาตรา 14 (2) มาทำไม หรือมีเพื่อให้ใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ ?

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหา คือ ในมาตรา 15 เรื่องความรับผิดของตัวกลาง ทั้งที่ตัวกลางไม่ได้เป็นผู้กระทำเอง เพียงแต่มีข้อความอยู่ในเว็บเท่านั้น แต่กลับต้องรับผิดเท่ากับคนทำ ทั้งที่ในความผิดฐานอื่น (ตามประมวลกฎหมายอาญา) ผู้สนับสนุนมีโทษแค่สองในสามเท่านั้น

อ.สาวตรี ยืนยันว่า เวลาพูดว่าบ้านเราปกครองในระบอบนิติรัฐ ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายทุกฉบับที่ออกมาจะต้องชอบธรรม การประท้วงกฎหมายที่เห็นว่าไม่ชอบธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องผิด เป็นเรื่องการมีส่วนร่วม ไม่อยากให้มองว่าคนที่ออกมาประท้วงกฎหมายแปลว่าอยากจะทำผิดกฎหมาย แต่เพราะเขามองเห็นอีกมุมหนึ่ง จึงต้องฟัง

การบอกว่าการบังคับใช้กฎหมายมีปัญหา เป็นเรื่องที่พูดยังไงก็ถูก เหมือนบอกว่า คนต้องกินข้าว การบังคับใช้กฎหมายบ้านเรามีปัญหาจริง ๆ แต่อย่าเอาเรื่องปัญหาการบังคับใช้มากลบเกลื่อนว่าตัวกฎหมายเองไม่มีปัญหา อย่างนี้ไม่ใช่ กฎหมายจำนวนมากมีปัญหาจริง ๆ ต้องดูให้รอบ

My Computer Law
คุณคิดว่ากฎกติกาของอินเทอร์เน็ตควรเป็นอย่างไร ?
เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นในแบบสำรวจ คำถามมีทั้งหมด 6 ข้อ ใช้เวลา 2-10 นาที
รายงานการสำรวจที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะ จะเป็นสถิติภาพรวมที่ระบุตัวตนของผู้ตอบแบบสอบถามไม่ได้
คลิกที่นี่เพื่อทำแบบสำรวจ

ใส่ความเห็น