ปรับปรุงกฎหมายอินเทอร์เน็ตเพื่อสิทธิมนุษยชน: มุมมองจากสหประชาชาติ

แฟงค์ ลา รู

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออก นายแฟรงค์ ลา รู ได้รายงานสรุปสถานการณ์สิทธิเสรีภาพที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ต่อที่ประชุมสมัยประชุมที่ 17 ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

รายงานดังกล่าวเป็นผลลัพธ์จากการปรึกษาหารือทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในทวีปต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นเวลาหนึ่งปี (รวมถึงที่กรุงเทพ ในวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2553) ในตอนท้ายของรายงานฉบับนี้ มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการควบคุมเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ต

My Computer Law นำเสนอบทสรุปสั้น ๆ จากข้อเสนอแนะดังกล่าว ในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และข้อเสนอสู่การแก้ไขกฎหมาย

ครอบคลุมประเด็น การเซ็นเซอร์, ภาพโป๊เด็ก, การหมิ่นประมาท, คำพูดแสดงความเกลียดชัง, การตัดอินเทอร์เน็ต, การก่อกวนระบบคอมพิวเตอร์, ภาระความรับผิดของตัวกลาง, และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว

[ดาวน์โหลด PDF สำหรับพิมพ์]

….

รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติตระหนักว่า อินเทอร์เน็ตอาจถูกใช้ไปในทางที่ก่ออันตรายให้ผู้อื่น แต่มาตรการการควบคุมเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตนั้น ก็ควรทำเช่นเดียวกับการควบคุมสื่ออื่น ๆ ที่ “ควรทำในลักษณะเป็นข้อยกเว้น” นั่นคือเปิดเสรีเป็นหลัก และจะควบคุมเฉพาะบางกรณีที่เจาะจงและชัดเจนเท่านั้น (หรือพูดอีกอย่างว่า “เปิดเผยเป็นหลัก ปิดกั้นเป็นข้อยกเว้น”)

การควบคุมที่เป็นข้อยกเว้นดังกล่าว จะต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทั้งหมดสามประการ ได้แก่ :

  • (1) หลักความคาดหมายได้และโปร่งใส – ต้องมีกฎหมายรองรับ เป็นข้อกำหนดที่ชัดเจนไม่คลุมเครือ และทุกคนรับรู้ทั่วกัน
  • (2) หลักความชอบธรรม – ต้องเป็นไปตามจุดประสงค์ข้อใดข้อหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในย่อหน้า 3 ข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง นั่นคือ เพื่อ (i) คุ้มครองสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่นหรือ หรือ (ii) รักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน
  • (3) หลักความจำเป็นและชอบด้วยสัดส่วน – ต้องใช้เมื่อจำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น และให้ใช้มาตรการควบคุมที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้

นอกจากนี้แล้ว ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติยังได้เน้นถึง การไม่เลือกปฏิบัติ และการเปิดโอกาสให้มีการทบทวนการใช้อำนาจโดยมิชอบ

โดยแนะนำว่า “หน่วยงานที่ใช้มาตรการตามกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิที่มีเสรีภาพในการแสดงออก จะต้องเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง พาณิชย์ หรืออิทธิพลภายนอกอื่นใด และกระทำโดยไม่พลการหรือไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ และมีมาตรการป้องกันการใช้อำนาจอย่างมิชอบอย่างเพียงพอ รวมทั้งการเปิดโอกาสให้มีการยื่นคำร้องเพื่อทบทวนและขอรับการเยียวยากรณีที่มีการนำมาตรการนั้นๆ ไปใช้อย่างมิชอบ”

การปิดกั้นและกรองเนื้อหา

ผู้รายงานพิเศษมีความกังวลว่า มาตรการในการปิดกั้นและกรองเนื้อหาโดยรัฐนั้นขาดความโปร่งใส ทำให้ตรวจสอบได้ยากว่าการกระทำดังกล่านั้น มีความจำเป็นตามที่รัฐอ้างหรือไม่

ผู้รายงานพิเศษจึงเรียกร้องให้รัฐเปิดเผย รายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้น พร้อมคำอธิบายที่ชัดเจนถึงเหตุผลที่ต้องปิด นอกจากนี้จะต้องเปิดเผยหลักเกณฑ์ในการพิจารณาด้วย

เขาแนะนำว่า อำนาจในการปิดกั้น จะต้องมาจากหน่วยงานตุลาการหรือหน่วยงานที่เป็นอิสระ

ภาพโป๊เด็ก

สำหรับประเด็นภาพอนาจารของเด็ก ผู้รายงานพิเศษกล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นข้อยกเว้นที่ชัดเจนที่สนับสนุนให้ใช้มาตรการปิดกั้นได้

แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อ ในประเทศนั้นมีกฎหมายที่ป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดอย่างชัดเจน เช่น กำหนดให้มีการกำกับดูแลและตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ

อย่างไรก็ตาม ผู้รายงานพิเศษเรียกร้องให้รัฐให้ความสำคัญกับการนำตัวผู้ผลิตและเผยแพร่ภาพอนาจารของเด็กมาลงโทษ แทนที่จะปิดกั้นเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว

การหมิ่นประมาท

ผู้รายงานพิเศษได้ย้ำถึงความสำคัญของการลดการเอาผิดทางอาญาต่อกรณีหมิ่นประมาท

กล่าวคือ ให้การหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางแพ่งมากกว่าความผิดทางอาญา และเน้นที่การลงโทษปรับหรือการลงโทษทางเศรษฐกิจ มากกว่าการจำคุก

คำพูดแสดงความเกลียดชัง

สำหรับประเด็นคำพูดแสดงความเกลียดชัง หรือ “hate speech” ผู้รายงานพิเศษย้ำว่ารัฐไม่ควรใช้เหตุผลเพื่อเรื่องความมั่นคงหรือก่อการร้าย มาเพื่อจำกัดสิทธิในการแสดงออก เว้นเสียแต่จะสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า :

  • (1) การแสดงออกนั้นมุ่งหมายเพื่อยุยงให้เกิดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
  • (2) การกระทำเช่นนั้นมีแนวโน้มเป็นการยุยงให้เกิดความรุนแรง และ
  • (3) มีความเชื่อมโยงในทางตรงและอย่างชัดเจนระหว่างการแสดงความเห็นเช่นนั้นกับโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงดังกล่าว

ภาระความรับผิดของสื่อกลาง

ผู้รายงานพิเศษได้เน้นให้เห็นถึงบทบาทของผู้ที่เป็นสื่อกลาง หรือ ตัวกลาง (intermediaries) ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถแสดงออกและเข้าถึงข้อมูล

ในข้อเสนอแนะระบุว่า ไม่ควรมีการผ่องถ่ายการเซ็นเซอร์ให้กับภาคเอกชน และไม่ควรเอาผิดต่อสื่อกลางที่ปฏิเสธจะดำเนินการในลักษณะที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคล

นอกจากนี้ การขอความร่วมมือใด ๆ ต่อสื่อกลางเพื่อให้ปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหา หรือเพื่อให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ควรกระทำโดยผ่านคำสั่งศาลหรือหน่วยงานที่เป็นอิสระ

ส่วนสื่อกลางเอง ก็ต้องรับผิดชอบในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้บริการด้วย เช่น เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เมื่อได้รับคำสั่งศาลเท่านั้น แจ้งให้ผู้ใช้ทราบอย่างชัดเจนว่ามีมาตรการควบคุมอย่างไรบ้างเพื่อความโปร่งใส และลดผลกระทบให้น้อยสุดด้วยการเซ็นเซอร์เฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

ผู้รายงานพิเศษยังได้แนะนำว่า จะต้องมีมาตรการเยียวยาสำหรับผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบ และมีกลไกร้องเรียน ทั้งการร้องเรียนผ่านผู้เป็นสื่อกลางเอง และการร้องเรียนต่อหน่วยงานตุลาการ

การตัดอินเทอร์เน็ต

ผู้รายงานพิเศษมีความเห็นว่าการตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลการละเมิดลิขสิทธิ์หรือเหตุผลใด เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยสัดส่วน และมีแนวโน้มจะเป็นการละเมิดย่อหน้า 3 ข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

รัฐควรยกเลิกกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่อนุญาตให้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ และให้หลีกเลี่ยงการนำกฎหมายเหล่านี้มาใช้

การก่อกวนระบบคอมพิวเตอร์

ผู้รายงานพิเศษยังได้ชี้ให้เห็นถึงกรณีที่รัฐก่อกวนระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ และระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดพันธกรณีของรัฐที่จะต้องเคารพสิทธิในการแสดงความเห็น

นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า รัฐต่าง ๆ มีพันธกรณีต้องคุ้มครองบุคคลจากการแทรกแซงของบุคคลที่สาม ซึ่งขัดขวางไม่ให้มีการใช้สิทธิในการแสดงความเห็น กล่าวคือแม้รัฐจะไม่ได้เป็นผู้ก่อกวนเอง แต่รัฐก็มีหน้าที่ต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น

ข้อมูลบุคคลและความเป็นส่วนตัว

การสอดส่องและเก็บข้อมูลการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต ถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิความเป็นส่วนตัว ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจ ไม่มีความปลอดภัย และปิดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลและความเห็นอย่างเสรี

ผู้รายงานพิเศษเรียกร้องให้รัฐประกันว่าบุคคลจะสามารถแสดงความเห็นทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่เปิดเผยตัวตน และหลีกเลี่ยงการนำระบบการลงทะเบียนด้วยชื่อจริงมาใช้

เขาย้ำถึงพันธกรณีของรัฐ ที่จะต้องนำกฎหมายคุ้มครองข้อมูลและความเป็นส่วนตัวมาใช้ ให้สอดคล้องกับข้อ 17 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และความเห็นทั่วไปที่ 16 ของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน

ในกรณีพิเศษ อาจมีข้อยกเว้นบางอย่างที่รัฐจะจำกัดสิทธิความเป็นส่วนตัวได้ เช่น เพื่อประโยชน์ในงานยุติธรรมทางอาญา

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผู้รายงานพิเศษย้ำว่ามาตรการจำกัดสิทธินั้นจะต้องสอดคล้องกับกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยมีมาตรการป้องกันการใช้อำนาจอย่างมิชอบ เช่น มีกฎหมายชัดเจน และสอดคล้องกับหลักความจำเป็นและการมีสัดส่วนที่เหมาะสม

….

รายงานฉบับเต็ม

 

ที่มา: อ่านรายงานผู้ตรวจการพิเศษยูเอ็นด้านเสรีภาพการแสดงออก ฉบับเต็ม, ประชาไท, 24 ส.ค. 2554

ภาพประกอบโดย Janwikifoto สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-อนุญาตแบบเดียวกัน

My Computer Law
คุณคิดว่ากฎกติกาของอินเทอร์เน็ตควรเป็นอย่างไร ?
เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นในแบบสำรวจ คำถามมีทั้งหมด 6 ข้อ ใช้เวลา 2-10 นาที
รายงานการสำรวจที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะ จะเป็นสถิติภาพรวมที่ระบุตัวตนของผู้ตอบแบบสอบถามไม่ได้
คลิกที่นี่เพื่อทำแบบสำรวจ

6 ตอบกลับที่ “ปรับปรุงกฎหมายอินเทอร์เน็ตเพื่อสิทธิมนุษยชน: มุมมองจากสหประชาชาติ”

ใส่ความเห็น