เครือข่ายพลเมืองเน็ต: ข้อเสนอพ.ร.บ.คอมฯ เรื่อง “ตัวกลาง” และ “ภาระความรับผิด”

ข้อเสนอจากเครือข่ายพลเมืองเน็ต ให้พิจารณาและปฎิบัติกับ “ตัวกลาง” ในฐานะที่เป็นเพียงทางผ่านของข้อมูล (ท่อ) และเข้าใจถึงธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลไหลผ่านตัวกลางอย่างรวดเร็ว จนไม่อาจกลั่นกรองหรือควบคุมได้ในทางที่คุ้มค่าและไม่ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ -- พร้อมแนวปฏิบัติเรื่อง "แจ้งแล้วลบ"

ข้อเสนอของเครือข่ายพลเมืองเน็ตในประเด็นที่เกี่ยวกับ “ตัวกลาง” (intermediaries) อธิบายข้อบกพร่องของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในประเด็นภาระความรับผิดของตัวกลาง, ข้อยกเว้นความรับผิดที่ควรมี, ข้อเสนอการบังคับใช้กฎหมาย, และข้อเสนอการแก้ไขกฎหมาย

รวบรวมจาก แถลงการณ์ขอเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 15 อย่างเร่งด่วน (17 ต.ค. 2553) และ ข้อเสนอเครือข่ายพลเมืองเน็ตต่อการบังคับใช้กฎหมายกับคดีทางคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต (27 ก.ค. 2552)

ข้อบกพร่องของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในประเด็นภาระความรับผิดของตัวกลาง

คดีความที่เกิดขึ้นกับผู้ให้บริการ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเว็บบอร์ด เช่น 212cafe พันทิป.คอม ประชาไท ฯลฯ ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะในมาตรา 15 ดังนี้

1. ภาระของ “ท่อ”

มาตรา 15 ปฏิบัติกับผู้ให้บริการ หรือ “ตัวกลาง” (intermediary: เช่น ศูนย์ข้อมูล ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เสิร์ชเอนจิน โซเชียลเน็ตเวิร์ก เว็บบอร์ด บล็อก) เสมือนหนึ่งเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ผู้มีทั้งหน้าที่และความสามารถในการคัดกรองเนื้อหาทั้งหมดก่อนตีพิมพ์ แต่คุณลักษณะที่สำคัญที่ทำให้อินเทอร์เน็ตมีประโยชน์เช่นทุกวันนี้คือ ข้อมูลทุกอย่างไหลผ่านอย่างรวดเร็ว ตัวกลางจึงเป็นเพียง “ท่อข้อมูล” หรือช่องทางผ่านของเนื้อหาเท่านั้น (mere conduit) หากผู้บังคับใช้กฎหมายไทยจะถือว่าตัวกลางต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลและเนื้อหาทั้งหมดที่ผ่านตัวกลางแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า ตัวกลางจะต้องกลั่นกรองข้อมูลทั้งหมดก่อนการเผยแพร่ ซึ่งด้วยความเร็วและปริมาณข้อมูลจำนวนมาก สิ่งดังกล่าวยากที่จะทำให้เป็นไปได้ โดยไม่กระทบกับการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

2. ท้องที่เกิดเหตุ “ทั่วราชอาณาจักร”

มาตรา 15 อ้างถึงความผิดอาญาตามมาตรา 14 โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูลที่ก่อให้เกิด “ความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา” ซึ่งรวมถึงความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ การเป็นความผิดอาญาทำให้บุคคลใดก็ได้สามารถแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ และการเข้าถึงจากที่ใดก็ได้ของเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต ทำให้การแจ้งความเป็นไปได้จากทุกพื้นที่ ซึ่งเปิดโอกาสให้กฎหมายฉบับนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกันได้ เช่นเดียวกับที่มีการใช้ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาไปแจ้งความในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อสร้างความยากลำบากแก่ผู้ถูกฟ้องโดยไม่มีเหตุอันควร

3. ตัวกลางกลายเป็น “แพะ”

ในการดำเนินคดีกับ “ตัวกลาง” ดังเช่นในคดีของ จีรนุช เปรมชัยพร ทั้งสองคดีนั้น ยังไม่มีการตัดสินโดยศาลว่าข้อความที่ถูกแจ้งนั้นเป็นข้อความที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎว่ามีผู้โพสต์ข้อความเพียงรายเดียวที่ถูกดำเนินคดี และคดียังไม่สิ้นสุด ซึ่งในกระบวนการสอบสวนเกี่ยวกับผู้โพสต์รายนี้นั้น เว็บไซต์ประชาไทได้ให้ความร่วมมือตามที่กฎหมายกำหนดทุกอย่าง สำหรับผู้โพสต์ข้อความอื่น ๆ รัฐต้องไม่พยายามเอาผิดกับตัวกลาง เมื่อได้รับความร่วมมือแล้วแต่ไม่สามารถหาผู้กระทำผิดตัวจริงได้

 

ภาระในการปฏิบัติตามกฎหมายและต่อสู้คดีที่ต้องใช้ทรัพยากร รวมถึงเวลาเดินทางอันยาวนาน ประกอบกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐมุ่งเน้นการจับกุมตัวกลาง ทำให้ตัวกลางต้องแบกรับภาระความเสี่ยงเกินสัดส่วนที่สมเหตุผล นำไปสู่แนวโน้มที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองเกินความจำเป็น โดยยึดหลัก “ลบเกินไว้ก่อนปลอดภัยกว่า” หรือกำจัดภาระทั้งหมดโดยการยกเลิกพื้นที่สำหรับเนื้อหาที่ผู้ใช้ผลิตเอง (user-generated content) เช่น การปิดบริการเว็บบอร์ด ซึ่งสร้างผลกระทบกับผู้ใช้จำนวนมากที่ไม่ได้กระทำความผิด

เราต้องไม่ลืมว่าโครงการเช่น วิกิพีเดีย และซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นได้เพราะคุณลักษณะของอินเทอร์เน็ตที่เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้อ่านสร้างเนื้อหาได้เอง อย่างรวดเร็ว จากทุกสถานที่ แต่การควบคุม จำกัดสิทธิ และบีบพื้นที่ตัวกลางลง เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการสร้างสรรค์นวัตกรรม จะทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์

 

ข้อยกเว้นความรับผิด (Safe Harbour)

ในประเทศที่กฎหมายเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะมีการกำหนดข้อยกเว้นความรับผิด (safe harbour) หรือการถือว่าตัวกลางเป็นผู้บริสุทธิ์โดยปริยายในขณะที่ยังไม่สามารถพิสูจน์เจตนาการกระทำความผิดได้ เนื่องจากตัวกลางคือพื้นที่ที่โดยปกติไม่มีส่วนรู้เห็น หลักการนี้จึงมีไว้เพื่อคุ้มครองตัวกลางจากภาระทางกฎหมายที่ไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม หลักการนี้ไม่ได้ให้เสรีภาพแก่ตัวกลางจนเกินขอบเขต เนื่องจากเจ้าหน้าที่สามารถแจ้งตัวกลางเมื่อพบเนื้อหาที่เป็นความผิด และขออำนาจศาลเพื่อสั่งให้มีการลบเนื้อหานั้นได้ (notice and take down) ทั้งนี้ต้องเป็นไปในระยะเวลาที่เหมาะสม

รายละเอียดเรื่องข้อยกเว้นความรับผิด สามารถดูได้จากบทความ “ภาระรับผิดทางกฎหมายของตัวกลาง: ปกป้องพื้นที่อินเทอร์เน็ตเพื่อส่งเสริมการแสดงออกและสร้างสรรค์นวัตกรรม” ซึ่งอธิบายถึงความจำเป็นของตัวกลางต่ออินเทอร์เน็ต และความสำคัญในการปกป้องตัวกลาง โดยมีตัวอย่างนโยบายจากประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับภาระรับผิดของตัวกลาง ที่เป็นไปเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการแสดงออกอย่างเสรี

 

ข้อเสนอต่อการบังคับใช้กฎหมาย

1. เจ้าหน้าที่ควรพยายามจับกุมผู้กระทำผิด มิใช่จับกุมตัวกลาง (intermediaries) หรือ “ผู้ให้บริการ”การควบคุมตัวกลางจะส่งผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ มากมายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งยิ่งจะทำให้การจับกุมผู้กระทำความผิดยุ่งยากลำบากมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นผลเสียต่อสาธารณะ

2. ผู้ต้องหาจำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้บริสุทธิ์ ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ การยึด อายัด และทำสำเนา อุปกรณ์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะใช้ข้อกล่าวหาตามกฎหมายฉบับใด (อาญา หมิ่นประมาท อนาจาร ลิขสิทธิ์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ) โดยยึดอายัดทำสำเนาเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องเท่านั้น และคำนึงถึงสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ การติดต่อใด ๆ ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร

3. การดูแลต้องตั้งอยู่บนความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่นึกกลัวหรืออนุมานไปเอง สังคมควรมีทัศนคติต่อพื้นที่ออนไลน์ เกมคอมพิวเตอร์ และร้านอินเทอร์เน็ต ว่าเป็นดังเช่นกิจกรรมและพื้นที่ทั่วไปในสังคม ซึ่งมีความปลอดภัยมากน้อยปะปน การรวบรัดสรุปว่าอินเทอร์เน็ตหรือเกมคอมพิวเตอร์เป็นต้นเหตุของทุกปัญหา ตัดโอกาสค้นหาสาเหตุที่แท้จริงร่วมกัน แก้ปัญหาให้ตรงจุดไม่ได้

 

ข้อเสนอการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15

ข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า การบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 ในปัจจุบัน เป็นไปในลักษณะคุกคามเพื่อบีบพื้นที่ “ตัวกลาง” อันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดการสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

เครือข่ายพลเมืองเน็ตจึงเห็นว่า มาตรา 15 ของกฎหมายฉบับนี้ เป็นบทบัญญัติที่คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างยิ่ง จึงเสนอให้พิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ดังนี้

1. พิจารณาและปฎิบัติกับ “ตัวกลาง” ในฐานะที่เป็นเพียงทางผ่านของข้อมูล (ท่อ) หรือเป็นเพียงที่พักข้อมูลแบบอัตโนมัติ (cache/buffer) และเข้าใจถึงธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลไหลผ่านตัวกลางอย่างรวดเร็ว จนไม่อาจกลั่นกรองหรือควบคุมได้ในทางที่คุ้มค่าและไม่ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์

2. ถือว่าตัวกลางนั้นบริสุทธิ์โดยปริยาย (by default) โดยตระหนักว่าตัวกลางนั้นเป็นเพียงทางผ่านของข้อมูลเท่านั้น จนกว่าจะมีหลักฐานให้เชื่อได้ว่า ตัวกลางมีเจตนาสนับสนุนหรือสมรู้ร่วมคิดในการกระทำความผิด และจึงนำมาสู่การพิสูจน์ในชั้นศาล

3. หากศาลยังไม่ตัดสินว่า ข้อความที่เป็นปัญหานั้นผิดกฎหมายจริง และ/หรือ ผู้กระทำการตามมาตรา14 (ผู้โพสต์ข้อความ) มีความผิดจริง จะยังเริ่มดำเนินคดีกับตัวกลางตามมาตรา 15 ไม่ได้

4. หากศาลตัดสินแล้วว่า ตัวกลางมีเจตนากระทำความผิดจริง โทษที่ตัวกลางต้องรับ จะต้องมีการแยกแยะแตกต่างหนักเบา ระหว่าง ทำเอง, สนับสนุน, ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ฯลฯ ตามหลักสัดส่วน

5. ต้องมีการบัญญัติข้อกำหนดลายลักษณ์อักษรเป็นกฎหมายลูกของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ว่าด้วยหลักการแจ้งลบข้อความที่ผิดกฎหมาย (notice and takedown procedure) เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัย (safe harbour) ให้กับตัวกลาง เช่น เมื่อผู้ดูแลเว็บได้รับจดหมายจากเจ้าหน้าที่ว่ามีข้อความผิดกฎหมาย แล้วไม่ลบภายในเวลาอันสมเหตุผลตามที่กำหนด จึงอาจถูกพิจารณาว่ามีความผิด

 

ทั้งนี้กฎหมาย การบังคับใช้ และกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ ควรพิจารณาข้อเสนอแนะที่ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออก ได้รายงานต่อที่ประชุมสมัยประชุมที่ 17 ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทั้งหมดเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน

 

ภาพประกอบโดย Jonah G.S. สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า

3 ตอบกลับที่ “เครือข่ายพลเมืองเน็ต: ข้อเสนอพ.ร.บ.คอมฯ เรื่อง “ตัวกลาง” และ “ภาระความรับผิด””

  1. [...] กำหนดให้ผู้ให้บริการและผู้ดูแลที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา (“ท่อข้อมูล”) ไม่ต้องมีความรับผิด [...]

  2. [...] กำหนดให้ผู้ให้บริการและผู้ดูแลที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา (“ท่อข้อมูล”) ไม่ต้องมีความรับผิด [...]

  3. [...] กำหนดให้ผู้ให้บริการและผู้ดูแลที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา (“ท่อข้อมูล”) ไม่ต้องมีความรับผิด [...]

ส่งความเห็นที่ แถลงการณ์เครือข่ายพลเมืองเน็ต: กดไลค์ ไม่ใช่อาชญากรรม | Thai Alliance for Human Rights