<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>My Computer Law กฎหมายใกล้ตัว</title>
	<atom:link href="http://mycomputerlaw.in.th/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://mycomputerlaw.in.th</link>
	<description>ช่วยกันร่างกฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับประชาชน</description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Dec 2011 12:02:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>วสันต์ ลิ่วลมไพศาล : &#8220;หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ &#8230; เราจะเอามาตรฐานนี้จริงๆ หรือเปล่า?&#8221;</title>
		<link>http://mycomputerlaw.in.th/2011/12/wason-electronic-evidence-arkong-sms/</link>
		<comments>http://mycomputerlaw.in.th/2011/12/wason-electronic-evidence-arkong-sms/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2011 09:38:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MyComputerLaw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[วสันต์ ลิ่วลมไพศาล]]></category>
		<category><![CDATA[หลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[โทรศัพท์มือถือ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mycomputerlaw.in.th/?p=879</guid>
		<description><![CDATA[บันทึกส่วนหนึ่งจากสัมมนา “สิทธิพลเมืองกับหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์: กรณีศึกษา อากง SMS’” วสันต์ ลิ่วลมไพศาล ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ข่าวไอที Blognone ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในคดีดังกล่าวและในภาพรวม]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/12/Liw.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-881" title="วสันต์ ลิ่วลมไพศาล" src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/12/Liw-211x300.jpg" alt="" width="211" height="300" /></a></p>
<p>วันที่ 14 ธันวาคม 2554 ภายใต้บรรยากาศที่สังคมกำลังให้ความสนใจกับคดี “อากง SMS” เครือข่ายพลเมืองเน็ตจัดงานสัมมนาสาธารณะเรื่อง <em><a href="https://thainetizen.org/2011/12/2011-annual-report-seminar/">“สิทธิพลเมืองกับหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์: กรณีศึกษา อากง SMS’”</a></em> ขึ้นที่โรงแรมสยามซิตี้ นี่คือบันทึกส่วนหนึ่งจากสัมมนาสาธารณะดังกล่าว จากการนำเสนอของ <a title="@public_lewcpe" href="https://twitter.com/public_lewcpe">วสันต์ ลิ่วลมไพศาล</a> ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ข่าวไอที <a href="http://blognone.com/">Blognone</a> ซึ่งร่วมพูดคุยในฐานะผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีโทรคมนาคม</p>
<p><span style="color: #ff0000;">อัปเดต: 30 ธ.ค. 2554 วสันต์ได้เขียนบทความ <a href="http://www.blognone.com/news/28771/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A5-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%87-sms"><span style="color: #ff0000;">&#8220;ความเห็นเชิงเทคนิคต่อคดีนายอำพล (อากง SMS)&#8221;</span></a> เผยแพร่ในเว็บไซต์ Blognone โดยมีประเด็นเนื้อหาหลักเช่นเดียวกับบันทึกด้านล่างนี้ แต่ในบทความดังกล่าวจะมีลิงก์ไปคลิปวีดิโอสาธิตและเอกสารทางเทคนิค ผู้สนใจศึกษาสามารถอ่านบทความดังกล่าวได้ที่ <a href="http://www.blognone.com/news/28771/"><span style="color: #ff0000;">http://www.blognone.com/news/28771/</span></a></span></p>
<p><a title="คำพิพากษาคดีอากง sms / Judgement of Uncle SMS case" href="http://ilaw.or.th/node/1229">คดี &#8220;อากงเอสเอ็มเอส&#8221;</a> หรือ คดีที่นายอำพล (สงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 20 ปี จากข้อหาส่งข้อความซึ่งมีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และพระราชินี จำนวน 4 ข้อความ เข้าไปยังโทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข อดีตเลขนุการนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงที่มีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี 2553</p>
<p>ในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอาศัยหลักฐาน คือบันทึกข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ (log file) จากผู้ให้บริการบริษัท DTAC และ TRUE ที่ระบุว่าข้อความดังกล่าวถูกส่งมาจากโทรศัพท์มือถือที่มีหมายเลขประจำเครื่อง (International Mobile Equipment Identity หรือเรียกว่าเลขอีมี่) ตรงกับเครื่องที่นายอำพลใช้งานอยู่เป็นประจำ แต่ส่งมาจากหมายเลขโทรศัพท์อื่น โดยไม่มีประจักษ์พยานที่ยืนยันแน่ชัดว่าตัวนายอำพลเป็นคนกดส่งข้อความเองจริงๆ คดีนี้จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้พิสูจน์นั้นเพียงพอจะระบุตัวผู้กระทำความผิดได้จริงหรือไม่</p>
<p><strong>ไม่มีใครปลอดภัยเลย ณ ตอนนี้</strong></p>
<p>วสันต์เริ่มต้นเล่าว่า ธรรมชาติของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ การโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากการรายงานเรื่องรูรั่วจะเกิดก่อนที่เจ้าของเครื่องจะค้นพบเสมอ ใครที่รู้เรื่องรูรั่วก็จะโจมตีระบบได้ ปัญหาคือ เมื่อก่ออาชญากรรมแล้วจะเอาตัวรอดอย่างไร ปกติแล้วอาชญากรคอมพิวเตอร์จะหาทางหนีได้อยู่แล้ว เช่น การลบข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์ หรือแอบใช้คอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายของคนอื่น</p>
<p>มีคดีคลาสสิกมากของเรื่องความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์อยู่คดีหนึ่ง เป็นเด็กอายุ 16 ปี เจาะระบบของบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลก เช่น โนเกีย โมโตโรล่า โดยเริ่มจากเจาะระบบมือถือก่อนและปลอมมือถือของตัวเองเป็นมือถือของอีกคนหนึ่งแล้วค่อยเจาะเข้าไปยังเครือข่ายเหล่านั้น</p>
<p>การจะก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ จะต้องมีแรงจูงใจให้พยายามทำตัวเองให้เป็นคนอื่น เป็นเรื่องปกติที่แฮกเกอร์ทุกคนรู้เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นการสืบสวนในคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถจะบอกได้ว่า ถ้าเจอว่าการทำความผิดเกิดจากคอมพิวเตอร์เครื่องไหนแล้วจะต้องแปลว่าเจ้าของเครื่องนั้นเป็นคนทำ</p>
<p><strong>คดี &#8220;อากงเอสเอ็มเอส&#8221; หละหลวมอย่างไร</strong></p>
<p>วสันต์เล่าถึงธรรมชาติของคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ว่า คดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ตามปกติแล้ว ความเร็วเป็นทุกอย่าง ถ้าให้เวลามากพอ แฮกเกอร์จะหนีได้เสมอ เพราะสามารถทำลายหลักฐานได้ ส่วนมากคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ถ้าจะจับได้ต้องรีบหาหลักฐานตั้งแต่การกระทำครั้งแรกๆ แล้วรอให้กระทำครั้งต่อไปค่อยจับตรงหน้า นั่นจึงชัดเจนว่าใครทำ แต่ตัวอย่างจากคดีอากงเอสเอ็มเอสนั้น ต้องให้เหตุการณ์ผ่านไปแล้วเป็นเดือนกว่าจะมีการจับกุมตัว</p>
<p>สำหรับเรื่องเลขอีมี่นั้น วสันต์กล่าวว่า เรื่องเลขอีมี่สามารถปลอมแปลงได้เป็นสิ่งที่รู้กันทั่วไปแล้ว แต่เสริมอีกประเด็นหนึ่ง คือ หมายเลขอีมี่ไม่ใช่ความลับ สามารถหาได้ไม่ยาก แค่กด *#06# เครื่องโทรศัพท์ก็จะแสดงหมายเลขอีมี่ขึ้นมา ถ้ายื่นมือถือให้ใครเกิน 10 วินาทีก็เท่ากับเอาหมายเลขอีมี่ให้ไปแล้ว ข้างกล่องโทรศัพท์เองก็มีหมายเลขอีมี่อยู่ ไม่ได้ปิดบังอะไร ไม่มีการเก็บรักษาเป็นพิเศษ</p>
<p><strong>ภาพถ่ายหน้าจอเชื่อถืออะไรไม่ได้</strong></p>
<p>วสันต์กล่าวต่อว่า หลักฐานที่ใช้บอกว่ามีการส่งข้อความนี้จริง ก็คือภาพถ่ายจากหน้าจอมือถือของคุณสมเกียรติ แต่มีอะไรให้เชื่อได้บ้างว่าภาพหน้าจอนั้นส่งจริง การจับภาพหน้าจอนั้นไม่พอที่จะใช้เป็นหลักฐาน &#8220;ผมยกตัวอย่างมาให้ดูเป็นการจับภาพหน้าจอที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดต่อภาพคนไหนสามารถจับได้ ภาพนี้เขียนว่า &#8216;เครือข่ายพลเมืองเน็ตยกเลิกงานเสวนา&#8217; เพราะผมแก้จากตัวไฟล์ต้นฉบับ ฉะนั้นมันจะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์&#8221; (วางภาพประกอบ)</p>
<p><a href="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/12/from-Liw.png"><img class="aligncenter size-medium wp-image-880" title="สิทธิพลเมืองกับหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์: กรณีศึกษา อากง SMS" src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/12/from-Liw-300x177.png" alt="" width="300" height="177" /></a></p>
<p>ภาพถ่ายหน้าจอเอสเอ็มเอส ถ้าใช้โทรศัพท์ระบบแอนดรอยด์จะมีโปรแกรมแก้ไข สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมเอาได้เลย ถ้าใช้ไอโฟนก็มีวิธีแก้ หากลองหาคำว่า “iPhone SMS edit” จะมีวิธีการแก้เอสเอ็มเอสซึ่งยากง่ายต่างกันไป หาความรู้นี้ได้ทั่วไปในอินเทอร์เน็ต</p>
<p>ฉะนั้นคำถามที่มีคือ อาชญากรรมในคดีนี้เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า คุณสมเกียรติรักษาโทรศัพท์ดีแค่ไหน มีคนข้างๆ หยิบไปแก้ไขให้เป็นอย่างนี้หรือเปล่า ยังมีความเป็นไปได้อย่างอื่นอยู่</p>
<p><strong>บันทึกข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ไม่เคยเชื่อถือได้เลย</strong></p>
<p>สำหรับประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์จากผู้ให้บริการ วสันต์กล่าวว่า ตอนยุคที่จะเปลี่ยนจากการใช้โทรศัพท์อนาล็อก 470 MHz มาใช้ GSM ตอนนั้นค่ายมือถือโฆษณาให้คนมาใช้ GSM ว่า “มั่นใจ ไม่ถูกจูน” แสดงว่าการจูนมือถือมีก่อนหน้านั้น 5-6 ปี โดยมีมาบุญครองเป็นแหล่งจูนแหล่งใหญ่ ก่อนหน้านั้นบันทึกการใช้งานโทรศัพท์ของผู้ให้บริการไม่เคยเชื่อถือได้เลย ใครที่โดนจูนบ้างก็แก้ไขเป็นรายๆ ไป นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ</p>
<p>คำถามคือ ณ วันนี้ บันทึกการใช้งานโทรศัพท์ของ GSM น่าเชื่อถือหรือไม่ ผมสามารถส่งเอสเอ็มเอสบางข้อความที่ถ้าหากผมส่งผมจะโดนจับ โดยอาศัยรูรั่วในระบบ GSM ส่งไปหลอกเสาโทรศัพท์ว่ามือถือปิดเครื่องอยู่ได้ ขอแค่อยู่ในระยะเดียวกับเสา คือ ประมาณ 1 กิโลเมตร วิธีการนี่เรียกว่า de-registration spoofing</p>
<p>วสันต์ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เครือข่าย GSM ไม่ปลอดภัย เพราะเพิ่งมีรายงานเมื่อปีที่แล้วว่าสามารถดักฟังได้ภายในเวลา 20 วินาที ซึ่งนี่คือรายงานบนดิน แต่ใต้ดินไม่รู้ว่ารู้กันก่อนหน้านั้นนานแค่ไหน ในแง่ของการระบุตัวนั้น GSM ทั้งหมดตอนนี้ไม่น่าเชื่อถือเลย เราอยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลา ที่เรารู้สึกว่าปลอดภัยเพราะค่าโทรศัพท์ถูกลงแล้ว จึงไม่คุ้มที่จะปลอมแปลง คนที่มีความรู้ก็จะไม่ทำ นอกจากจะมีแรงจูงใจอย่างอื่น</p>
<p>ในเมืองไทยมีปัญหาอย่างหนึ่ง คือเรามีอุปกรณ์ตัวหนึ่ง เรียกว่า GSM Jammer (ตัวกวนสัญญาณจีเอสเอ็ม) ขายกันอยู่ทั่วไป พันธุ์ทิพย์ทุกวันนี้ก็มีขาย สั่งซื้อทางออนไลน์ได้ มันทำหน้าที่ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือทั้งหมดในระยะ 10 เมตร &#8220;ซึ่งถ้ายึดมาตรฐานตามคำพิพากษาในคดีอากง ผมสามารถซื้อเครื่องนี้มา ปลอมหมายเลขอีมี่เป็นคุณ ผมสามารถตัดสัญญาณมือถือคุณแล้วส่งเอสเอ็มเอสด้วยหมายเลขอีมี่ของคุณได้ เราต้องตั้งคำถามว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วบันทึกการใช้งานโทรศัพท์จะออกมาเป็นอย่างไร และใครจะปลอดภัยบ้างภายใต้กรณีอย่างนี้&#8221;</p>
<p>&#8220;ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความรู้อะไรเลย ช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือทุกคนตามห้างสรรพสินค้าทำได้ และไม่มีใครปลอดภัยเลย ณ ตอนนี้&#8221;</p>
<p><strong>การใช้มือถือโดยไม่พกติดตัวตลอดเวลา เป็นการใช้มือถืออย่างปกติสุข</strong></p>
<p>ตามที่ก่อนหน้านี้ <a title="ผลคำตัดสินคดีอากง SMS-กสทช.ประวิทย์ เตือนอย่าให้มือถือห่างตัว" href="http://prachatai.com/journal/2011/11/38068">นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับคดี “อากง SMS”</a> วสันต์เห็นว่าการที่กสทช.บอกว่า อย่าทำมือถือหาย ถ้าหายแล้วต้องไปแจ้งความ แต่ถ้าใช้มาตรฐานนี้ ไม่ใช่มือถือหายแล้วไปแจ้งความ แต่ต้องไปแจ้งความทุกครั้งที่สัญญาณหาย เวลาขึ้นลิฟท์ ลงอุโมงค์ อยู่ในโรงหนัง และหวังว่าจะไม่มีใครมาปลอมเป็นคุณในช่วงเวลานั้น</p>
<p>“ผมไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ของกสทช.ที่บอกว่า อย่าทำมือถือหาย เพราะผมเห็นว่าการใช้มือถือโดยไม่พกติดตัวตลอดเวลา เป็นการใช้มือถืออย่างปกติสุข ผมผิดหวังกับกสทช.ที่ไม่ยืนยันสิทธิของผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เมื่อเกิดบรรทัดฐานที่ผิดธรรมชาติการใช้โทรศัพท์มือถือ แล้วออกมาเตือนว่าให้ผู้ใช้ใช้อย่างผิดธรรมชาติ ไม่ใช่การคุ้มครองผู้บริโภค แต่เป็นการบอกให้ผู้บริโภคยอมรับมัน” วสันต์กล่าว</p>
<p><strong>คำถามอื่นๆ ที่สังคมต้องคุยกัน</strong></p>
<p>วสันต์ยังตั้งคำถามชวนให้ช่วยกันคิดอีกว่า สมมติว่าเรื่องในคดีนี้ทั้งเรื่องเอสเอ็มเอสนั้นเกิดขึ้นจริง หมายเลขอีมี่ไม่ถูกปลอมแปลงจริง เรายังต้องตั้งคำถามว่ามือถือของเราเป็นเครื่องยืนยันว่าเราเป็นคนทำความผิดหรือเปล่า เวลารถหายแล้วมีคนเอารถไปชนเจ้าของรถต้องรับผิดชอบหรือเปล่าถ้าพิสูจน์อย่างอื่นไม่ได้ เราจะเอามาตรฐานนี้จริงๆ หรือเปล่า เราจำเป็นต้องคุยกัน หรือพนักงานสอบสวนทำเป็นต้องหาหลักฐานมามัดตัวคนทำอีกหรือเปล่า นอกจากที่หาหลักฐานมัดเครื่องได้แล้ว ทั้งๆ ที่หลักฐานมัดเครื่องก็ยังมีคำถามอยู่มาก</p>
<p>เราควรคุยกันด้วยว่า คน 1 คน ส่งข้อความถึง คน 1 คน เป็นอาชญากรรมในตัวเองหรือเปล่า การก่อการร้าย วางระเบิด เผาตึก อันนั้นเมื่อคุณทำแล้วเป็นอาชญากรรมตามมา ถ้าเราจะยึดมั่นจริงๆ ว่าการส่งข้อความเช่นนี้เป็นอาชญากรรมในตัวของมันเอง ก็ต้องมีกระบวนการหาหลักฐานอื่นๆ เช่น ให้ผู้ให้บริการทุกรายส่งข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ส่งเอสเอ็มเอสทุกข้อความมาให้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mycomputerlaw.in.th/2011/12/wason-electronic-evidence-arkong-sms/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โพล My Computer Law เผย ชาวเน็ตส่วนใหญ่ไม่อยากให้บล็อกเว็บโป๊-เรื่องความมั่นคง</title>
		<link>http://mycomputerlaw.in.th/2011/12/netizen-no-censorship-porn-national-security/</link>
		<comments>http://mycomputerlaw.in.th/2011/12/netizen-no-censorship-porn-national-security/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Dec 2011 02:34:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MyComputerLaw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[My Computer Law]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mycomputerlaw.in.th/?p=869</guid>
		<description><![CDATA[โพลกติกาในโลกออนไลน์ ของโครงการ My Computer Law ชี้ 63% บอกไม่ควรบล็อกเว็บโป๊ เห็นด้วยกับเซ็นเซอร์การหมิ่นประมาทมากกว่าเรื่องความมั่นคง ผลโพลเห็นชัดมนุษย์ออนไลน์-มนุษย์ออฟไลน์คิดเห็นต่างกัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โพลเผย คนเล่นเน็ตส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการบล็อกเว็บโป๊ – เรื่องความมั่นคง</strong></p>
<p>โพลกติกาในโลกออนไลน์ ของโครงการ My Computer Law ชี้ 63% บอกไม่ควรบล็อกเว็บโป๊ เห็นด้วยกับเซ็นเซอร์การหมิ่นประมาทมากกว่าเรื่องความมั่นคง ผลโพลเห็นชัดมนุษย์ออนไลน์-มนุษย์ออฟไลน์คิดเห็นต่างกัน</p>
<p>โครงการ My Computer Law โดยเครือข่ายพลเมืองเน็ต iLaw และแอมเนสตี้ประเทศไทย จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับประเด็นเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ต เพื่อประมวลความคิดเห็นมาจัดทำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับภาคประชาชน โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,700 คน มาจากการตอบแบบสอบถามออนไลน์บนหน้าเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก 422 คน และมาจากกลุ่มตัวอย่างตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศจำนวน 1,278 คน ผลลัพธ์ของแบบสำรวจมีประเด็นที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น</p>
<p>1. กับคำถามที่ว่า ควรบล็อกเว็บโป๊หรือไม่ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 63 เห็นว่าไม่ควรบล็อกขณะที่ ร้อยละ 37 เห็นว่าควรบล็อก โดยกลุ่มที่เห็นว่าไม่ควรบล็อกยังอาจแยกได้เป็นกลุ่มที่เห็นว่าไม่ควรบล็อกเลย โดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 9.41 กับกลุ่มที่เห็นว่าไม่ควรบล็อกแต่ควรมีเงื่อนไขการเข้าชมอื่นๆ กำกับไว้ด้วย ทั้งนี้ หากจำแนกตามที่มาของแบบสำรวจจะพบว่า จากจำนวนทั้งหมดของผู้ที่ทำแบบสอบถามผ่านทางออนไลน์ซึ่งอายุเฉลี่ย 34 ปี เห็นว่าไม่ควรบล็อกเว็บโป๊ถึงร้อยละ 61 ขณะที่ผู้ทำแบบสอบถามจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งอายุเฉลี่ยประมาณ 22 ปีเห็นว่าไม่ควรบล็อกเว็บโป๊เพียงร้อยละ 39 เท่านั้น</p>
<p>2. กับคำถามที่ว่า เนื้อหาในลักษณะใดที่ควรถูกเซ็นเซอร์ในอินเทอร์เน็ต มีเพียงร้อยละ 31 เท่านั้นที่เห็นว่าข้อความที่ขัดต่อความมั่นคงของรัฐ และศีลธรรมอันดีของประชาชน ควรถูกเซ็นเซอร์ โดยข้อความที่กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าควรถูกเซ็นเซอร์มากที่สุด คือ ข้อความที่หมิ่นประมาทผู้อื่นให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง เป็น อยู่ที่ ร้อยละ 44 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างจากแบบสอบถามทางออนไลน์ร้อยละ 24 และกลุ่มตัวอย่างจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ร้อยละ 14 เห็นว่าไม่ควรเซ็นเซอร์เนื้อหาในอินเทอร์เน็ตเลย ควรปล่อยให้ประชาชนใช้วิจารณญาณเอง </p>
<p>3. กับคำถามที่ว่า การครอบครองโปรแกรมหรืออุปกรณ์ที่มีศักยภาพในการนำไปทำความผิดได้ ควรมีความผิดหรือไม่ ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างออนไลน์และออฟไลน์มีความแตกต่างกันอย่างมาก กล่าวคือ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามจากออนไลน์ส่วนใหญ่ร้อยละ 71.8 เห็นว่าไม่ควรมีความผิด ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามจากออฟไลน์ร้อยละ 75 เห็นว่าควรมีความผิด</p>
<p>สามารถติดตามรายงานประมวลผลลัพธ์ที่ได้จากการทำแบบสอบถามทั้งหมด 6 ข้อ ได้<a href='http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/12/mycomputerlaw-net-policy-survey-2011.pdf'>ที่นี่</a> พร้อมกับความคิดเห็นประกอบจากผู้ตอบแบบสอบถามที่น่าสนใจ</p>
<p>หลังจากได้ผลลัพธ์จากการทำแบบสอบถามชุดนี้แล้ว โครงการ My Computer Law  จะนำไปประมวลผลรวมกับความคิดเห็นจากแหล่งอื่นๆ เพื่อจัดทำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่มาจากความคิดเห็นของภาคประชาชนต่อไป โดยผู้ที่สนใจยังสามารถเป็นหนึ่งในความคิดเห็นเพื่อการจัดทำร่างนี้ได้ ที่ <a href="https://www.facebook.com/MyComputerLaw" title="My Computer Law ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับประชาชน">https://www.facebook.com/MyComputerLaw</a></p>
<p><strong>ดาวน์โหลด <a href='http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/12/mycomputerlaw-net-policy-survey-2011.pdf'>ผลการสํารวจทัศนคติของประชาชน ต่อแนวนโยบายอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย พ.ศ. 2554 โดย โครงการ My Computer Law</a> (pdf)</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mycomputerlaw.in.th/2011/12/netizen-no-censorship-porn-national-security/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศาลสูงแคนาดาตัดสิน &#8220;การแปะลิงก์ไม่ใช่อาชญากรรม&#8221;</title>
		<link>http://mycomputerlaw.in.th/2011/11/canada-hyperlinking-is-not-a-crime/</link>
		<comments>http://mycomputerlaw.in.th/2011/11/canada-hyperlinking-is-not-a-crime/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Nov 2011 09:51:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MyComputerLaw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[แคนาดา]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮเปอร์ลิงก์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mycomputerlaw.in.th/?p=859</guid>
		<description><![CDATA[ศาลสูงแคนาดาตัดสิน ไฮเปอร์ลิงก์เป็นการอ้างอิงไปยังเนื้อหา ไม่ใช่การสร้างเนื้อหา และผู้โพสต์ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาที่ปลายทางได้ การโพสต์ลิงก์ที่มีข้อความผิดกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงไม่ถือเป็นการทำผิด พร้อมระบุ ไฮเปอร์ลิงก์เป็นสิ่งสำคัญของอินเทอร์เน็ต การควบคุมไฮเปอร์ลิงก์จะจำกัดการไหลเวียนของข้อมูล และกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/11/click-glass.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-860" title="ศาลสูงแคนาดาตัดสิน ไฮเปอร์ลิงก์เป็นการอ้างอิงไปยังเนื้อหา ไม่ใช่การสร้างเนื้อหา และผู้โพสต์ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาที่ปลายทางได้ การโพสต์ลิงก์ที่มีข้อความผิดกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงไม่ถือเป็นการทำผิด พร้อมระบุ ไฮเปอร์ลิงก์เป็นสิ่งสำคัญของอินเทอร์เน็ต การควบคุมไฮเปอร์ลิงก์จะจำกัดการไหลเวียนของข้อมูล และกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก" src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/11/click-glass.jpg" alt="ศาลสูงแคนาดาตัดสิน ไฮเปอร์ลิงก์เป็นการอ้างอิงไปยังเนื้อหา ไม่ใช่การสร้างเนื้อหา และผู้โพสต์ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาที่ปลายทางได้ การโพสต์ลิงก์ที่มีข้อความผิดกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงไม่ถือเป็นการทำผิด พร้อมระบุ ไฮเปอร์ลิงก์เป็นสิ่งสำคัญของอินเทอร์เน็ต การควบคุมไฮเปอร์ลิงก์จะจำกัดการไหลเวียนของข้อมูล และกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก" width="640" height="300" /></a></p>
<p>ศาลสูงแคนาดาตัดสิน ไฮเปอร์ลิงก์เป็นการอ้างอิงไปยังเนื้อหา ไม่ใช่การสร้างเนื้อหา และผู้โพสต์ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาที่ปลายทางได้ การโพสต์ลิงก์ที่มีข้อความผิดกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงไม่ถือเป็นการทำผิด พร้อมระบุ ไฮเปอร์ลิงก์เป็นสิ่งสำคัญของอินเทอร์เน็ต การควบคุมไฮเปอร์ลิงก์จะจำกัดการไหลเวียนของข้อมูล และกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก</p>
<p>คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์นี้มีสาเหตุจากการฟ้องร้องคดีของ เวย์น ครุกส์ เจ้าของบริษัทธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ กล่าวหา จอน นิวตัน บล็อกเกอร์รายหนึ่งว่า ในโพสต์ของเขา มีลิงก์ซึ่งโยงไปสู่ข้อมูลหมิ่นประมาทครุกส์และพรรคกรีนของแคนาดา</p>
<p>ศาลลงความเห็นว่า การลิงก์หรืออ้างถึงข้อมูลหมิ่นประมาทนั้นไม่ได้หมายความว่าลิงก์หรือการอ้างอิงนั้นเป็นการหมิ่นประมาทในตัวมันเอง</p>
<p>&#8220;การสื่อสารบางสิ่งบางอย่างแตกต่างอย่างมากจากการเพียงสื่อสารว่าบางสิ่งมีอยู่จริงหรือที่ไหนที่มันอยู่&#8221; <a title="Crookes v. Newton, 2011 SCC 47 (CanLII)" href="http://www.canlii.org/en/ca/scc/doc/2011/2011scc47/2011scc47.html">คำตัดสินยาว 72 หน้าระบุ</a> &#8220;อย่างแรกเกี่ยวกับการกระจายเนื้อหาและควบคุมทั้งเนื้อหา รวมถึงการเข้าถึงของผู้รับสาร ขณะที่อย่างหลังไม่ใช่ แม้ว่าจุดมุ่งหมายของผู้ที่อ้างอิงไปยังเนื้อหาหมิ่นประมาทจะคือการขยายวงผู้รับสาร แต่การมีส่วนร่วมของพวกเขาหรือเธอก็เป็นเพียงส่วนประกอบของผู้เริ่มเผยแพร่ ไม่ว่าจะอ้างถึงหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลที่อ้างว่ามีเนื้อหาหมิ่นประมาทก็ถูกทำให้สาธารณะเข้าถึงได้ โดยผู้เผยแพร่คนแรกหรือการกระทำของผู้เผยแพร่อยู่แล้ว&#8221;</p>
<p><strong>ศาลระบุว่า ไฮเปอร์ลิงก์เป็นการอ้างอิงไปยังเนื้อหาซึ่งผู้ที่โพสต์ลิงก์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างเนื้อหานั้น ๆ ซึ่งในสหรัฐฯ กรณีเช่นนี้ เขาจะถูกกันออกจากความรับผิดที่อาจเกิดขึ้น</strong></p>
<p><strong>&#8220;ข้อเท็จจริงที่ว่าการเข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้นผ่านไฮเปอร์ลิงก์นั้นรวดเร็วกว่าเชิงอรรถ ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า ไฮเปอร์ลิงก์โดยตัวมันเองมีความเป็นกลางทางเนื้อหา มันไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ และไม่ได้มีอำนาจควบคุมเหนือเนื้อหาที่มันอ้างถึง&#8221; คำตัดสินระบุ</strong></p>
<p>ผู้พิพากษาตัดสินว่าไฮเปอร์ลิงก์ถูกใช้อย่างแพร่หลายและเป็นองค์ประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ต ในการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล ดังที่อธิบายไว้ในหนังสือ <a href="http://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=1946848">&#8220;การคุ้มครองไฮเปอร์ลิงก์และปกป้องคุณค่ารัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในอินเทอร์เน็ต&#8221; (Protecting Hyperlinks and Preserving First Amendment Values on the Internet)</a> ซึ่งเขียนโดยแอนจาลี ดาลัล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล</p>
<p>จากการอธิบายของดาลัล ศาลตัดสินว่า การจำกัดการใช้ไฮเปอร์ลิงก์จะสร้างความเสียหายต่อการไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลและเสรีภาพในการแสดงออก</p>
<p><strong>&#8220;โดยสรุป อินเทอร์เน็ตจะไม่สามารถเอื้อให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลโดยปราศจากไฮเปอร์ลิงก์ การจำกัดคุณประโยชน์ของมัน โดยการทำตามกฎของสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิม จะก่อให้เกิดการจำกัดการไหลเวียนของข้อมูลอย่างร้ายแรง ซึ่งจะส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงออกตามมา&#8221; คำตัดสินระบุ &#8220;ความน่ากลัวที่เป็นไปได้ของการทำหน้าที่ของอินเทอร์เน็ตอาจเป็นเรื่องที่เลวร้ายทีเดียว เนื่องจากผู้เขียนบทความดั้งเดิม คงไม่อยากจะเสี่ยงในการรับผิดในการลิงก์เนื้อหาไปยังอีกบทความหนึ่ง ซึ่งเขาไม่อาจควบคุมเนื้อหาที่สามารถเปลี่ยนไปมาได้&#8221;</strong></p>
<p>ศาลตัดสินว่า วิธีแก้ที่ดีที่สุดสำหรับโจทก์ในคดีหมิ่นประมาทคือ การค้นหาบุคคลหรือกลุ่มคนที่ต้องรับผิดชอบกับการสร้างและควบคุมการกระทำที่ถูกกล่าวหา มากกว่าที่จะฟ้องร้องผู้ที่เพียงแค่ลิงก์ไปที่เนื้อหาดังกล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์คณะตุลาการจะเห็นตรงกันให้ยกฟ้องคดี แต่ตุลาการบางรายได้เสนอมุมมองที่ต่างออกไปว่าการไฮเปอร์ลิงก์อาจเป็นการทำซ้ำข้อมูลหมิ่นประมาท</p>
<p>หัวหน้าตุลาการ บีเวอร์ลีย์ แมคลาชลิน และตุลาการ มอร์ริช ฟิช ตัดสินว่า ไฮเปอร์ลิงก์อาจจะเป็นการหมิ่นประมาทได้ในบางคดี</p>
<p>&#8220;การเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทผ่านไฮเปอร์ลิงก์ควรมีการลงความเห็นว่า ข้อความที่ระบุไปที่ลิงก์ดังกล่าวเลือกใช้หรือเห็นด้วยกับเนื้อหาที่ลิงก์ไปหรือไม่ ถ้าข้อความแสดงถึงความเห็นด้วยกับข้อความที่ลิงก์ไป เมื่อนั้น ผู้ที่แปะลิงก์ควรต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาหมิ่นประมาทนั้น&#8221; คำตัดสินระบุ (ตัวเน้นตามต้นฉบับ) &#8220;จำเลยต้องเลือกใช้หรือเห็นชอบกับถ้อยคำหรือข้อความหมิ่นประมาท แค่การอ้างอิงไปที่เว็บนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้นการลิงก์ของจำเลยซึ่งพิสูจน์แล้วว่าลิงก์ไปยังเว็บที่ไม่มีความผิด แต่ต่อมามีเนื้อหาหมิ่นประมาท จึงไม่ต้องรับผิด&#8221;</p>
<p>ผู้สังเกตการณ์ในคดีนี้ประกอบด้วยสมาคมสิทธิเสรีภาพพลเมืองแคนาดา สหภาพนักเขียน องค์กรด้านสิทธิ องค์กรสื่อ และองค์กรด้านกฎหมายสื่อในแคนาดา</p>
<p><em><a href="http://www.canlii.org/en/ca/scc/doc/2011/2011scc47/2011scc47.html">อ่านคำพิพากษาคดี Crookes v. Newton, 2011 SCC 47</a></em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #808080;">ที่มา: <a href="http://prachatai.com/journal/2011/10/37612"><span style="color: #808080;">ศาลสูงแคนาดาตัดสิน &#8220;การแปะลิงก์ไม่ใช่อาชญากรรม&#8221;</span></a>, ประชาไท, 26 ต.ค. 2554</span><br />
<span style="color: #808080;"> แปลและเรียบเรียงจาก <a href="http://www.courthousenews.com/2011/10/20/40775.htm"><span style="color: #808080;">Canada&#8217;s Supreme Court Protects Hyperlinkers</span></a>, Courthouse News Service, 20 ต.ค. 54</span></p>
<p><span style="color: #999999;">ภาพประกอบโดย <a href="http://www.flickr.com/photos/64419960@N00/3832410200/"><span style="color: #999999;">Mykl Roventine</span></a> สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mycomputerlaw.in.th/2011/11/canada-hyperlinking-is-not-a-crime/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รายงานเสวนา: ตัวกลางกับภาระรับผิด พ.ร.บ.คอมฯ ฝืนธรรมชาติเน็ต?</title>
		<link>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/internet-intermediary-liability/</link>
		<comments>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/internet-intermediary-liability/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Oct 2011 04:00:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MyComputerLaw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[Danny O'Brien]]></category>
		<category><![CDATA[Yap Swee Seng]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550]]></category>
		<category><![CDATA[ภาระของตัวกลาง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mycomputerlaw.in.th/?p=850</guid>
		<description><![CDATA[ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอินเทอร์เน็ต แนะต้องพุ่งเป้าที่ผู้กระทำผิดโดยตรง ย้ำต้องมองอินเทอร์เน็ตตามธรรมชาติอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ องค์กรสิทธิมนุษยชนเอเชียเสนอประชาสังคมไทยควรผลักดันให้รัฐบาลไทยรับข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับปรุงเสรีภาพการแสดงออกจากเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/10/danny-tracert.jpg" alt="ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอินเทอร์เน็ต แนะต้องพุ่งเป้าที่ผู้กระทำผิดโดยตรง ย้ำต้องมองอินเทอร์เน็ตตามธรรมชาติอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ องค์กรสิทธิมนุษยชนเอเชียเสนอประชาสังคมไทยควรผลักดันให้รัฐบาลไทยรับข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับปรุงเสรีภาพการแสดงออกจากเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน" title="ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอินเทอร์เน็ต แนะต้องพุ่งเป้าที่ผู้กระทำผิดโดยตรง ย้ำต้องมองอินเทอร์เน็ตตามธรรมชาติอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ องค์กรสิทธิมนุษยชนเอเชียเสนอประชาสังคมไทยควรผลักดันให้รัฐบาลไทยรับข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับปรุงเสรีภาพการแสดงออกจากเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน" width="640" height="300" class="aligncenter size-full wp-image-852" /></p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอินเทอร์เน็ต แนะต้องพุ่งเป้าที่ผู้กระทำผิดโดยตรง ย้ำต้องมองอินเทอร์เน็ตตามธรรมชาติอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ องค์กรสิทธิมนุษยชนเอเชียเสนอประชาสังคมไทยควรผลักดันให้รัฐบาลไทยรับข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับปรุงเสรีภาพการแสดงออกจากเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน</p>
<p><a href="http://www.seapabkk.org/">สมาพันธ์ผู้สื่อข่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA)</a>, <a title="Thai Netizen Network" href="http://thainetizen.org/">เครือข่ายพลเมืองเน็ต</a> และ<a href="http://ilaw.or.th/">โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)</a> ร่วมจัดเสวนาเรื่อง <strong>“ตัวกลางกับภาระความรับผิด” พ.ร.บ.คอมฯ ฝืนธรรมชาติเน็ต?</strong> เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องกำกับดูแลอินเทอร์เน็ต และปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทยให้ได้มาตรฐานสากล ณ อาคารอมรินทร์พลาซ่า เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา</p>
<p><a href="https://secure.wikimedia.org/wikipedia/en/wiki/Danny_O'Brien">แดนนี่ โอ’เบรียน (Danny O’Brien)</a> จาก<a href="http://www.cpj.org/">คณะกรรมการเพื่อพิทักษ์ผู้สื่อข่าว (Committee to Protect Journalists &#8211; CPJ)</a> กล่าวว่า เราไม่สามารถสร้างกฎหมายที่ไม่เข้ากับธรรมชาติ ถ้าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป อาชญากรรมเปลี่ยนไป กฎหมายจำเป็นต้องเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีอินเทอร์เน็ตแล้ว แต่แนวคิดพื้นฐานของอาชญากรรมไม่ได้เปลี่ยน นี่จึงเป็นความท้าทายทั่วโลกในการสร้างกฎหมายคอมพิวเตอร์</p>
<p>ในโลกแบบเก่า การหาว่าใครเป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาทำได้ง่าย แต่ในอินเทอร์เน็ต มีจุดรวมศูนย์อยู่ระดับหนึ่ง เช่น ไอเอสพี ซึ่งทำหน้าที่เท่ากับผู้กระจายเสียงออกอากาศ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา เมื่อเอาวิธีการในโลกออฟไลน์ไปใส่ในโลกอินเทอร์เน็ต ทำให้กฎหมายบางฉบับพุ่งไปที่ตัวกลาง ซึ่งเห็นได้จาก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ของไทย</p>
<p>แดนนี่ขยายความโดยสาธิตการใช้คำสั่ง <a title="ตรวจสอบเส้นทางของ Internet เน็ตวิ่งช้าวิ่งเร็ว กับคำสั่ง tracert" href="http://www.adslthailand.com/board/showthread.php?t=18312&amp;page=1">tracert</a> (<a href="https://secure.wikimedia.org/wikipedia/en/wiki/Traceroute">traceroute</a>) เพื่อติดตามดูเส้นทางการเชื่อมต่อของคอมพิวเตอร์ไปยังจุดหมายปลายทาง เพื่อแสดงให้เห็นว่าการจะเข้าถึงเว็บไซต์ อาทิ ประชาไทดอทคอม ต้องวิ่งผ่านคอมพิวเตอร์ตัวใดบ้าง โดยคอมพิวเตอร์แต่ละตัวนอกจากทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลแล้วยังทำสำเนาชั่วคราวของสิ่งที่เราเข้าไปขอดูด้วย</p>
<p>เขาชี้ว่า ความท้าทายคือ หากเราใช้วิธีการคิดแบบในโลกออฟไลน์ว่า ผู้ที่มีข้อมูลผิดไว้ในครอบครองเท่ากับเป็นผู้กระทำผิด แปลว่าทุกคนมีสิทธิทำผิด ซึ่งจะทำให้เกิดการฟ้องผู้อยู่ที่ปลายน้ำเช่น กูเกิล ไอเอสพี ที่เป็นผู้ส่งผ่านข้อมูล กลายเป็นเอาผิดกับตัวกลางที่อยู่ห่างออกไป โดยไม่สนใจไปที่คนผิดจริงๆ ทำให้ไอเอสพีต้องรับผิดชอบตรงต่อผู้บริโภค</p>
<p>แดนนี่ชี้ว่า การเชื่อมต่อเหล่านี้ไม่มีใครตรวจสอบเฝ้าระวังทุกไบต์ที่ผ่านคอมพิวเตอร์ หรือคอยฟังตลอดว่ามีอะไรที่ผิดกฎหมายบ้างเพื่อทำการปิดกั้น พร้อมยกตัวอย่างว่า ทุก 1 นาที เว็บไซต์ยูทูปจะได้รับอัพเดตวิดีโอเท่ากับความยาว 48 ชม. จึงไม่สามารถตรวจเนื้อหาที่เยอะขนาดนี้ได้ หรือเฟซบุ๊ก หากต้องตรวจทุกคอมเมนต์ จะต้องผ่านกำแพงของผู้ใช้เฟซบุ๊ก 800 ล้านราย ซึ่งหากทำเช่นนั้นจริง โครงสร้างอินเทอร์เน็ตคงพังละลาย และนี่คือสิ่งที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กำหนดไว้ นั่นคือให้ตัวกลางมีโทษเท่ากับผู้กระทำผิด (มาตรา 15)</p>
<p>แดนนี่ระบุว่า กฎหมายของประเทศอื่น จะแยกแยะกลุ่มตัวกลางกับกลุ่มคนที่โพสต์เนื้อหา เพื่อเปิดให้คนที่อยู่ในฐานะที่สามารถบล็อค-ตรวจสอบได้ หากได้รับแจ้งจากตำรวจหรือศาลออกคำสั่งว่าเนื้อหาในเว็บไซต์ถูกใช้ไปในการกระทำความผิด ตัวกลางก็จะลบหรือบล็อคเนื้อหาไป แทนการตกเป็นเป้าของการดำเนินคดีอาญา</p>
<p>เขาย้ำว่าตัวกลางไม่สามารถตรวจสอบเชิงรุกได้ และไม่สามารถรับภาระรับผิดสำหรับเนื้อหาทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา เพราะเนื้อหาที่ถูกแจ้งว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบ พร้อมยกตัวอย่างเว็บไซต์บางกอกโพสต์ bangkokpost.com ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนที่บางกอกโพสต์เองควบคุมไม่ได้ตามวิธีการดูแลบรรณาธิกรณ์แบบเก่า เช่น เนื้อหาส่วนที่ดึงมาจากผู้ให้บริการเนื้อหารายอื่นๆ อาทิ โฆษณาจากกูเกิลแอด ชาร์ตจากตลาดหลักทรัพย์ เมื่อนำเนื้อหาทั้งหมดมาประกอบกัน จึงเกิดความท้าทายในการแจกแจงว่า ผู้เผยแพร่หรือ บก.เป็นผู้นำเข้าข้อมูลข่าวสารหรือไม่</p>
<p>ทั้งนี้ สำหรับคดีของประชาไท (กรณีจีรนุช เปรมชัยพร ในฐานะผู้ดูแลเว็บบอร์ด ถูกฟ้องด้วยข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 15 เนื่องจากมีข้อมูลในเว็บบอร์ดที่น่าจะเข้าข่ายมีความผิด) เว็บบอร์ดที่พูดกันนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหนังสือพิมพ์ เพราะมีซอฟต์แวร์อีกชุดในการนำเสนอ มีความใกล้เคียงกับการแชทออนไลน์ ซึ่งบทบาทตรงนี้เชื่อมโยงกับตัวกลางทางเทคนิคมากกว่า กฎหมายสหรัฐฯ จึงกำหนดให้ผู้ให้บริการการสื่อสารระหว่างกัน ไม่ถือว่าเป็นผู้พิมพ์ผู้เผยแพร่ในการสื่อสารแบบเก่า</p>
<p>ต่อคำถามเรื่องภาระความรับผิดต่อการมีไฮเปอร์ลิงก์นั้น เขามองว่า ไม่ควรมีความผิด เพราะตัวกลางไม่มีสิทธิทำอะไรกับเนื้อหาที่ไฮเปอรลิงก์ไปเลย เพราะสิ่งที่ลิงก์โยงไปนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ครั้งแรกที่เช็คลิงก์อาจพาไปที่เนื้อหาถูกกฎหมาย แต่เมื่อตำรวจไปเปิดอาจเจอเนื้อหาผิดกฎหมายก็เป็นได้</p>
<p>แดนนี่กล่าวว่า ในประเทศอื่นนั้น มีกรณีที่ตัวกลางต้องรับผิดชอบ จากการที่ไม่ได้ดำเนินการเร็วพอ แต่ไม่เคยเจอกรณีที่ต้องรับผิดชอบทันทีที่มีข้อความในระบบโดยไม่สนใจเลยว่าจะได้มีการลบหรือจัดการแล้ว เกิดแล้วผิดเลย แบบของไทย แม้แต่ในอังกฤษที่กฎหมายหมิ่นประมาทเคร่งครัดมาก การถอนและขอโทษที่ดำเนินการโดยพลันก็ไม่ต้องรับผิด</p>
<p>เขาย้ำว่า การตีความเจตนาหรือความจงใจนั้น ควรมีนัยยะว่าผู้ให้บริการหรือตัวกลางนั้นรับรู้ว่ามีข้อมูลนั้นอยู่ในระบบ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากระบบโดยอัตโนมัติ</p>
<p>แดนนี่มองว่า การใช้ชื่อกฎหมายว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั้น เป็นการตั้งชื่อที่ทำให้เข้าใจผิด เพราะคอมพิวเตอร์ไม่ได้ทำผิด พร้อมยกตัวอย่างว่า ถ้าจะจับเจ้าของภัตตาคารเนื่องจากเหตุอาญาในภัตตาคาร หรือ จับบุรุษไปรษณีย์ เพราะส่งจดหมายที่มีเนื้อหาที่มีความผิด นอกจากไม่ถูกต้องแล้ว ยังเบนเป้าออกไปจากคนที่ผิดด้วย</p>
<p><strong>แดนนี่เสนอว่า หากต้องการป้องกันการกระทำความผิดก็ควรพุ่งเป้าไปที่คนผิดโดยตรง และบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนจะช่วยสร้างและสนับสนุนโครงสร้างที่ถูกต้อง โดยชี้ว่าในโครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตนั้น มีทั้งผู้เขียนเพจ ผู้ดำเนินการระบบโทรศัพท์ ผู้ให้บริการเว็บต่างๆ ไม่ว่า กูเกิล เฟซบุ๊ก ยูทูป เว็บไซต์ข่าว เป็นผู้ให้บริการเพื่อให้สังคมสมัยใหม่เดินไปได้ การใช้กฎหมายที่ตีความแบบผิดๆ ไม่เพียงจับคนผิดไม่ได้ แต่จะบั่นทอนศรัทธาของคนในระบบกฎหมายและทำลายโครงสร้างพื้นฐานข้างต้นที่สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยด้วย</strong></p>
<blockquote><p>มาตรา 15 ผู้ให้บริการใดสนับสนุน หรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในการควบคุมของตน มีโทษเช่นเดียวกับมาตรา 14</p></blockquote>
<p>เย็บ สวี เซ็ง (Yap Swee Seng) ผู้อำนวยการ<a href="http://www.forum-asia.org/">ฟอรั่มเอเชีย (FORUM-ASIA)</a> ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานในประเด็นสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า ประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงในการรายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน หรือกระบวนการยูพีอาร์ ที่สหประชาชาติ เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา คือ เรื่องเสรีภาพในการแสดงออกโดยเฉพาะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าประเทศสมาชิกอาเซียน ส่วนใหญ่ชื่นชมความคืบหน้าของรัฐบาลไทย ในการลดความยากจนและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ แต่ไม่พูดถึงเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกเลย เว้นแต่ประเทศอินโดนีเซีย ที่เสนอให้รัฐบาลไทยทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวกับเสรีภาพการแสดงออก ขณะที่ประเทศตะวันตก อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สวีเดน บราซิล ต่างเสนอแนะในประเด็นนี้</p>
<p>เย็บกล่าวว่า ข้อเสนอของประเทศต่างๆ มีตั้งแต่ให้ทบทวนกฎหมายไปจนถึงเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว ซึ่งผู้แทนรัฐบาลไทย ตอบว่ารัฐบาลไทยดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.คอมฯ โดยรับฟังความเห็นจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) และโฮสติ้ง</p>
<p><strong>ทั้งนี้ เย็บตั้งข้อสังเกตด้วยว่า จากข้อเสนอ 172 ข้อที่เสนอโดยประเทศต่างๆ ไทยรับแล้ว 100 ข้อ <em>โดยไม่มีข้อใดเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ว่าข้อเสนอให้แก้ พ.ร.บ.คอมฯ และกฎหมายหมิ่นพระเดชานุภาพเลย</em> โดยหลังจากนี้ รัฐบาลไทยมีเวลาพิจารณาว่าจะรับไม่รับข้อเสนอที่เหลืออีก 72 ข้อภายในเดือนมีนาคมศกหน้า ซึ่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติจะมีการประชุมตามวาระปกติ</strong></p>
<p>ผู้อำนวยการฟอรั่มเอเชียกล่าวว่า ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งอยู่ระหว่างรอการพิจารณานั้น ประเทศส่วนใหญ่เสนอให้มีการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเชิญผู้ตรวจการพิเศษเช่นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกมาเยือนประเทศไทย</p>
<p>เย็บกล่าวเสริมว่า อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือคณะผู้แทนถาวรไทยประกาศว่ารัฐบาลไทยอาสาว่าจะออกคำเชิญให้ผู้ตรวจการพิเศษต่างๆ ของสหประชาชาติมาเยือน ซึ่งขณะนี้ต้องรอดูว่าจะมีการตอบรับอย่างเป็นทางการหรือไม่</p>
<p>ทั้งนี้เย็บเสนอว่า ระหว่างนี้ ภาคประชาสังคมควรดำเนินการผลักดันให้รัฐบาลรับพิจารณาข้อเสนอของประเทศต่างๆ และมองว่า การเชิญผู้แทนด้านเสรีภาพในการแสดงออกของสหประชาชาติมาเยือนประเทศไทยน่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะผู้แทนพิเศษฯ ได้ไปเยือนหลายประเทศที่เผชิญความท้าทายแบบเดียวกัน ซึ่งน่าจะช่วยให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลไทยในการทบทวนกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลไทยระบุว่าอยู่ระหว่างทบทวนด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #808080;">ที่มา: <a href="http://prachatai.com/journal/2011/10/37428"><span style="color: #808080;">เสวนา: ตัวกลางกับภาระรับผิด พ.ร.บ.คอมฯ ฝืนธรรมชาติเน็ต?</span></a>, ประชาไท, 15 ต.ค. 2554</span></p>
<p><span style="color: #999999;">ภาพประกอบโดย My Computer Law สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/internet-intermediary-liability/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เครือข่ายพลเมืองเน็ต: ข้อเสนอพ.ร.บ.คอมฯ เรื่อง &#8220;ตัวกลาง&#8221; และ &#8220;ภาระความรับผิด&#8221;</title>
		<link>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/thai-netizen-cca-intermediaries-proposals/</link>
		<comments>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/thai-netizen-cca-intermediaries-proposals/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Oct 2011 05:04:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MyComputerLaw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550]]></category>
		<category><![CDATA[ภาระของตัวกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายพลเมืองเน็ต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mycomputerlaw.in.th/?p=827</guid>
		<description><![CDATA[ข้อเสนอให้พิจารณาและปฎิบัติกับ “ตัวกลาง” ในฐานะที่เป็นเพียงทางผ่านของข้อมูล (ท่อ) และเข้าใจธรรมชาติของอินเทอร์เน็ต ที่ข้อมูลไหลผ่านรวดเร็ว จนไม่อาจควบคุมได้ในทางที่คุ้มค่าและไม่ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ -- พร้อมแนวปฏิบัติเรื่อง "แจ้งแล้วลบ"]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-836" title="ข้อเสนอจากเครือข่ายพลเมืองเน็ต ให้พิจารณาและปฎิบัติกับ “ตัวกลาง” ในฐานะที่เป็นเพียงทางผ่านของข้อมูล (ท่อ) และเข้าใจถึงธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลไหลผ่านตัวกลางอย่างรวดเร็ว จนไม่อาจกลั่นกรองหรือควบคุมได้ในทางที่คุ้มค่าและไม่ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ -- พร้อมแนวปฏิบัติเรื่อง &quot;แจ้งแล้วลบ&quot;" src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/10/pipes.jpg" alt="ข้อเสนอจากเครือข่ายพลเมืองเน็ต ให้พิจารณาและปฎิบัติกับ “ตัวกลาง” ในฐานะที่เป็นเพียงทางผ่านของข้อมูล (ท่อ) และเข้าใจถึงธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลไหลผ่านตัวกลางอย่างรวดเร็ว จนไม่อาจกลั่นกรองหรือควบคุมได้ในทางที่คุ้มค่าและไม่ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ -- พร้อมแนวปฏิบัติเรื่อง &quot;แจ้งแล้วลบ&quot;" width="640" height="300" /></p>
<p>ข้อเสนอของเครือข่ายพลเมืองเน็ตในประเด็นที่เกี่ยวกับ &#8220;ตัวกลาง&#8221; (intermediaries) อธิบายข้อบกพร่องของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในประเด็นภาระความรับผิดของตัวกลาง, ข้อยกเว้นความรับผิดที่ควรมี, ข้อเสนอการบังคับใช้กฎหมาย, และข้อเสนอการแก้ไขกฎหมาย</p>
<p>รวบรวมจาก <a href="https://thainetizen.org/docs/tnn-statement-article-15-amendment/">แถลงการณ์ขอเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 15 อย่างเร่งด่วน</a> (17 ต.ค. 2553) และ <a href="https://thainetizen.org/docs/netizen-press-20090727/">ข้อเสนอเครือข่ายพลเมืองเน็ตต่อการบังคับใช้กฎหมายกับคดีทางคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต</a> (27 ก.ค. 2552)</p>
<h1>ข้อบกพร่องของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในประเด็นภาระความรับผิดของตัวกลาง</h1>
<p>คดีความที่เกิดขึ้นกับผู้ให้บริการ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเว็บบอร์ด เช่น 212cafe พันทิป.คอม ประชาไท ฯลฯ ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะในมาตรา 15 ดังนี้</p>
<h2>1. ภาระของ “ท่อ”</h2>
<p>มาตรา 15 ปฏิบัติกับผู้ให้บริการ หรือ “ตัวกลาง” (intermediary: เช่น ศูนย์ข้อมูล ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เสิร์ชเอนจิน โซเชียลเน็ตเวิร์ก เว็บบอร์ด บล็อก) เสมือนหนึ่งเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ผู้มีทั้งหน้าที่และความสามารถในการคัดกรองเนื้อหาทั้งหมดก่อนตีพิมพ์ แต่คุณลักษณะที่สำคัญที่ทำให้อินเทอร์เน็ตมีประโยชน์เช่นทุกวันนี้คือ ข้อมูลทุกอย่างไหลผ่านอย่างรวดเร็ว ตัวกลางจึงเป็นเพียง “ท่อข้อมูล” หรือช่องทางผ่านของเนื้อหาเท่านั้น (mere conduit) หากผู้บังคับใช้กฎหมายไทยจะถือว่าตัวกลางต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลและเนื้อหาทั้งหมดที่ผ่านตัวกลางแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า ตัวกลางจะต้องกลั่นกรองข้อมูลทั้งหมดก่อนการเผยแพร่ ซึ่งด้วยความเร็วและปริมาณข้อมูลจำนวนมาก สิ่งดังกล่าวยากที่จะทำให้เป็นไปได้ โดยไม่กระทบกับการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต</p>
<h2>2. ท้องที่เกิดเหตุ “ทั่วราชอาณาจักร”</h2>
<p>มาตรา 15 อ้างถึงความผิดอาญาตามมาตรา 14 โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูลที่ก่อให้เกิด “ความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา” ซึ่งรวมถึงความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ การเป็นความผิดอาญาทำให้บุคคลใดก็ได้สามารถแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ และการเข้าถึงจากที่ใดก็ได้ของเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต ทำให้การแจ้งความเป็นไปได้จากทุกพื้นที่ ซึ่งเปิดโอกาสให้กฎหมายฉบับนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกันได้ เช่นเดียวกับที่มีการใช้ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาไปแจ้งความในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อสร้างความยากลำบากแก่ผู้ถูกฟ้องโดยไม่มีเหตุอันควร</p>
<h2>3. ตัวกลางกลายเป็น “แพะ”</h2>
<p>ในการดำเนินคดีกับ “ตัวกลาง” ดังเช่นในคดีของ จีรนุช เปรมชัยพร ทั้งสองคดีนั้น ยังไม่มีการตัดสินโดยศาลว่าข้อความที่ถูกแจ้งนั้นเป็นข้อความที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎว่ามีผู้โพสต์ข้อความเพียงรายเดียวที่ถูกดำเนินคดี และคดียังไม่สิ้นสุด ซึ่งในกระบวนการสอบสวนเกี่ยวกับผู้โพสต์รายนี้นั้น เว็บไซต์ประชาไทได้ให้ความร่วมมือตามที่กฎหมายกำหนดทุกอย่าง สำหรับผู้โพสต์ข้อความอื่น ๆ รัฐต้องไม่พยายามเอาผิดกับตัวกลาง เมื่อได้รับความร่วมมือแล้วแต่ไม่สามารถหาผู้กระทำผิดตัวจริงได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ภาระในการปฏิบัติตามกฎหมายและต่อสู้คดีที่ต้องใช้ทรัพยากร รวมถึงเวลาเดินทางอันยาวนาน ประกอบกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐมุ่งเน้นการจับกุมตัวกลาง ทำให้ตัวกลางต้องแบกรับภาระความเสี่ยงเกินสัดส่วนที่สมเหตุผล นำไปสู่แนวโน้มที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองเกินความจำเป็น โดยยึดหลัก “ลบเกินไว้ก่อนปลอดภัยกว่า” หรือกำจัดภาระทั้งหมดโดยการยกเลิกพื้นที่สำหรับเนื้อหาที่ผู้ใช้ผลิตเอง (user-generated content) เช่น การปิดบริการเว็บบอร์ด ซึ่งสร้างผลกระทบกับผู้ใช้จำนวนมากที่ไม่ได้กระทำความผิด</strong></p>
<p><strong>เราต้องไม่ลืมว่าโครงการเช่น วิกิพีเดีย และซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นได้เพราะคุณลักษณะของอินเทอร์เน็ตที่เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้อ่านสร้างเนื้อหาได้เอง อย่างรวดเร็ว จากทุกสถานที่ แต่การควบคุม จำกัดสิทธิ และบีบพื้นที่ตัวกลางลง เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการสร้างสรรค์นวัตกรรม จะทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>ข้อยกเว้นความรับผิด (Safe Harbour)</h1>
<p>ในประเทศที่กฎหมายเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะมีการกำหนดข้อยกเว้นความรับผิด (safe harbour) หรือการถือว่าตัวกลางเป็นผู้บริสุทธิ์โดยปริยายในขณะที่ยังไม่สามารถพิสูจน์เจตนาการกระทำความผิดได้ เนื่องจากตัวกลางคือพื้นที่ที่โดยปกติไม่มีส่วนรู้เห็น หลักการนี้จึงมีไว้เพื่อคุ้มครองตัวกลางจากภาระทางกฎหมายที่ไม่จำเป็น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หลักการนี้ไม่ได้ให้เสรีภาพแก่ตัวกลางจนเกินขอบเขต เนื่องจากเจ้าหน้าที่สามารถแจ้งตัวกลางเมื่อพบเนื้อหาที่เป็นความผิด และขออำนาจศาลเพื่อสั่งให้มีการลบเนื้อหานั้นได้ (notice and take down) ทั้งนี้ต้องเป็นไปในระยะเวลาที่เหมาะสม</p>
<p>รายละเอียดเรื่องข้อยกเว้นความรับผิด สามารถดูได้จากบทความ <a href="https://thainetizen.org/docs/cdt-intermediary-liability/">“ภาระรับผิดทางกฎหมายของตัวกลาง: ปกป้องพื้นที่อินเทอร์เน็ตเพื่อส่งเสริมการแสดงออกและสร้างสรรค์นวัตกรรม”</a> ซึ่งอธิบายถึงความจำเป็นของตัวกลางต่ออินเทอร์เน็ต และความสำคัญในการปกป้องตัวกลาง โดยมีตัวอย่างนโยบายจากประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับภาระรับผิดของตัวกลาง ที่เป็นไปเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการแสดงออกอย่างเสรี</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>ข้อเสนอต่อการบังคับใช้กฎหมาย</h1>
<p><strong>1. เจ้าหน้าที่ควรพยายามจับกุมผู้กระทำผิด มิใช่จับกุมตัวกลาง (intermediaries) หรือ “ผู้ให้บริการ”</strong>การควบคุมตัวกลางจะส่งผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ มากมายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งยิ่งจะทำให้การจับกุมผู้กระทำความผิดยุ่งยากลำบากมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นผลเสียต่อสาธารณะ</p>
<p><strong>2.</strong> ผู้ต้องหาจำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้บริสุทธิ์ ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ <strong>การยึด อายัด และทำสำเนา อุปกรณ์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะใช้ข้อกล่าวหาตามกฎหมายฉบับใด</strong> (อาญา หมิ่นประมาท อนาจาร ลิขสิทธิ์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ) โดยยึดอายัดทำสำเนาเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องเท่านั้น และคำนึงถึงสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ การติดต่อใด ๆ ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร</p>
<p><strong>3. การดูแลต้องตั้งอยู่บนความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่นึกกลัวหรืออนุมานไปเอง</strong> สังคมควรมีทัศนคติต่อพื้นที่ออนไลน์ เกมคอมพิวเตอร์ และร้านอินเทอร์เน็ต ว่าเป็นดังเช่นกิจกรรมและพื้นที่ทั่วไปในสังคม ซึ่งมีความปลอดภัยมากน้อยปะปน การรวบรัดสรุปว่าอินเทอร์เน็ตหรือเกมคอมพิวเตอร์เป็นต้นเหตุของทุกปัญหา ตัดโอกาสค้นหาสาเหตุที่แท้จริงร่วมกัน แก้ปัญหาให้ตรงจุดไม่ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>ข้อเสนอการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15</h1>
<p>ข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า การบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 ในปัจจุบัน เป็นไปในลักษณะคุกคามเพื่อบีบพื้นที่ <em>“ตัวกลาง”</em> อันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดการสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย</p>
<p>เครือข่ายพลเมืองเน็ตจึงเห็นว่า มาตรา 15 ของกฎหมายฉบับนี้ เป็นบทบัญญัติที่คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างยิ่ง จึงเสนอให้พิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ดังนี้</p>
<p><strong>1. พิจารณาและปฎิบัติกับ “ตัวกลาง” ในฐานะที่เป็นเพียงทางผ่านของข้อมูล (ท่อ) หรือเป็นเพียงที่พักข้อมูลแบบอัตโนมัติ (cache/buffer)</strong> และเข้าใจถึงธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลไหลผ่านตัวกลางอย่างรวดเร็ว <em>จนไม่อาจกลั่นกรองหรือควบคุมได้ในทางที่คุ้มค่าและไม่ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์</em></p>
<p><strong>2. ถือว่าตัวกลางนั้นบริสุทธิ์โดยปริยาย (by default)</strong> โดยตระหนักว่าตัวกลางนั้นเป็นเพียงทางผ่านของข้อมูลเท่านั้น จนกว่าจะมีหลักฐานให้เชื่อได้ว่า ตัวกลางมีเจตนาสนับสนุนหรือสมรู้ร่วมคิดในการกระทำความผิด และจึงนำมาสู่การพิสูจน์ในชั้นศาล</p>
<p><strong>3. หากศาลยังไม่ตัดสินว่า ข้อความที่เป็นปัญหานั้นผิดกฎหมายจริง และ/หรือ ผู้กระทำการตามมาตรา14 (ผู้โพสต์ข้อความ) มีความผิดจริง จะยังเริ่มดำเนินคดีกับตัวกลางตามมาตรา 15 ไม่ได้</strong></p>
<p><strong>4. หากศาลตัดสินแล้วว่า ตัวกลางมีเจตนากระทำความผิดจริง โทษที่ตัวกลางต้องรับ จะต้องมีการแยกแยะแตกต่างหนักเบา ระหว่าง ทำเอง, สนับสนุน, ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ฯลฯ ตามหลักสัดส่วน</strong></p>
<p><strong>5. ต้องมีการบัญญัติข้อกำหนดลายลักษณ์อักษรเป็นกฎหมายลูกของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ว่าด้วยหลักการแจ้งลบข้อความที่ผิดกฎหมาย (notice and takedown procedure)</strong> เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัย (safe harbour) ให้กับตัวกลาง เช่น เมื่อผู้ดูแลเว็บได้รับจดหมายจากเจ้าหน้าที่ว่ามีข้อความผิดกฎหมาย แล้วไม่ลบภายในเวลาอันสมเหตุผลตามที่กำหนด จึงอาจถูกพิจารณาว่ามีความผิด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ทั้งนี้กฎหมาย การบังคับใช้ และกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ ควรพิจารณา<a title="ปรับปรุงกฎหมายอินเทอร์เน็ตเพื่อสิทธิมนุษยชน: มุมมองจากสหประชาชาติ" href="http://mycomputerlaw.in.th/2011/09/internet-law-un-human-rights-council/">ข้อเสนอแนะที่ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออก ได้รายงานต่อที่ประชุมสมัยประชุมที่ 17 ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ</a> เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทั้งหมดเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #999999;">ภาพประกอบโดย <a href="http://www.flickr.com/photos/jonahgs/152740441/"><span style="color: #999999;">Jonah G.S.</span></a> สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/thai-netizen-cca-intermediaries-proposals/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตำรวจเยอรมนียอมรับ ใช้โทรจัน R2D2 สอดแนมประชาชนจริง</title>
		<link>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/german-police-confirm-r2d2-trojan-wiretapping/</link>
		<comments>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/german-police-confirm-r2d2-trojan-wiretapping/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 13 Oct 2011 07:39:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MyComputerLaw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[การดักฟัง]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นส่วนตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ม้าโทรจัน]]></category>
		<category><![CDATA[เยอรมนี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mycomputerlaw.in.th/?p=814</guid>
		<description><![CDATA[กลุ่มแฮกเกอร์ค้นพบซอฟต์แวร์ม้าโทรจันที่ตำรวจเยอรมนีใช้สอดแนมประชาชน สำนักงานสอบสวนกลางของเยอรมนีให้การปฏิเสธ แต่รัฐจำนวนหนึ่งออกมายอมรับว่าม้าโทรจันที่ชื่อ R2D2 นั้นเป็นของเครื่องมือของรัฐบาลจริง กรณีนี้อาจมีการละเมิดสิทธิและผิดไปจากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญกลาง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-817" title="กลุ่มแฮกเกอร์ค้นพบซอฟต์แวร์ม้าโทรจันที่ตำรวจเยอรมนีใช้สอดแนมประชาชน สำนักงานสอบสวนกลางของเยอรมนีให้การปฏิเสธ แต่รัฐจำนวนหนึ่งออกมายอมรับว่าม้าโทรจันที่ชื่อ R2D2 นั้นเป็นของเครื่องมือของรัฐบาลจริง กรณีนี้อาจมีการละเมิดสิทธิและผิดไปจากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญกลาง" src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/10/wiretapping.jpg" alt="" width="640" height="300" /></p>
<p><strong>แม้จะมีการปฏิเสธอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสอบสวนกลาง (Bundeskriminalamt) แต่รัฐจำนวนหนึ่งในเยอรมนีก็ได้ออกมายอมรับว่า ซอฟต์แวร์ม้าโทรจันที่ชื่อ R2D2 นั้นเป็นของเครื่องมือของรัฐบาลจริง</strong></p>
<p>ชมรมคอมพิวเตอร์เคออส (Chaos Computer Club: CCC) ในเยอรมนี<a href="http://www.ccc.de/en/updates/2011/staatstrojaner">ประกาศทางเว็บไซต์ ccc.de</a> เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2554 ว่าได้ทำวิศวกรรมย้อนรอยซอฟต์แวร์ &#8220;ดักรับข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย&#8221; ตัวหนึ่งซึ่งใช้โดยตำรวจเยอรมนี และพบว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าว ไม่ได้ถูกออกแบบมาตามข้อกำหนดที่ประกาศโดยศาลรัฐธรรมนูญกลาง</p>
<p>CCC พบว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าว ไม่เพียงสามารถส่งข้อมูลที่ถูกดักไปให้เครื่องอื่น แต่ยังมีความสามารถที่อนุญาตให้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นเข้ามาควบคุมและสั่งการคอมพิวเตอร์ที่ติดซอฟต์แวร์ดังกล่าวด้วย อีกทั้งความผิดพลาดในการออกแบบและสร้างซอฟต์แวร์ทำให้ใครก็ตามในอินเทอร์เน็ตสามารถใช้ความสามารถดังกล่าวได้ ทั้งหมดนี้ทำให้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวข้ามเส้นไปจากที่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้เฉพาะการดักฟังโทรศัพท์อินเทอร์เน็ต</p>
<p><a href="http://nakedsecurity.sophos.com/2011/10/10/german-government-r2d2-trojan-faq/">บล็อก Naked Security รายงาน</a>ว่านอกจากซอฟต์แวร์ม้าโทรจันที่พบนี้จะสามารถติดต่อได้ทางแฟ้มแนบในอีเมลหรือลิงก์ไปยังเว็บไซต์แล้ว มันอาจจะถูกติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องสงสัยระหว่างที่คอมพิวเตอร์กำลังผ่านด่านพิธีศุลกากร โดยยกกรณีที่เกิดขึ้นแล้วในสนามบินมิวนิก</p>
<p><strong>กฎหมายเยอรมนีอนุญาตให้ติดตั้งซอฟต์แวร์โทรจันลงในเครื่องของผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นอาชญากรได้ เพื่อดักฟังโทรศัพท์อินเทอร์เน็ต ถ้ามีเหตุจำเป็นเพียงพอ แต่ต้องทำภายใต้ข้อกำหนดและการควบคุมที่เคร่งครัด เช่นเดียวกับการดักฟังโทรศัพท์ปกติ</strong></p>
<p>โฆษกของสำนักงานสอบสวนกลางปฏิเสธว่าซอฟต์แวร์ม้าโทรจัน R2D2 ไม่ได้เป็นของรัฐบาล อย่างไรก็ตามบันทึกช่วยจำในปี 2008 ที่รั่วมาทางวิกิลีกส์ก็แสดงให้เห็นว่าบริษัทชื่อ DigiTask ได้พัฒนาซอฟต์แวร์แบบดังกล่าวให้กับตำรวจเยอรมนี</p>
<p><a href="http://www.dw-world.de/dw/article/0,,15449054,00.html">สำนักข่าว DW-World รายงาน</a>ว่า รัฐบาเยิร์น, บาเดน-เวือร์ทเทมแบร์ก, บรันเดนบูร์ก, และ นีเดอร์ซัคเซิน ยอมรับว่ามีการใช้ม้าโทรจัน R2D2 &#8220;ภายใต้ข้อกำหนดที่กฎหมายให้ไว้&#8221; แต่ได้ละเลยที่จะพูดถึงสิ่งที่ CCC ค้นพบว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าวสามารถทำได้มากกว่าการดักฟังโทรศัพท์ และละเมิดกฎหมาย</p>
<p><strong>รัฐมนตรีมหาดไทยของรัฐบาเยิร์นสัญญาว่าจะดำเนินการพิจารณาการใช้ซอฟต์แวร์ดังกล่าว เพื่อรับประกันให้แน่ใจว่ามันเป็นไปตามข้อกำหนดการดักฟังที่ต้นทาง &#8220;Quellen-TKÜ&#8221; ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกลางของเยอรมนีได้ตัดสินในปี 2008 ในขณะที่รัฐมนตรียุติธรรมของรัฐบาลกลาง ได้สั่งการให้มีการสอบสวนเรื่องดังกล่าวร่วมกันระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>ถามตอบข้อข้องใจ เรื่องโทรจัน R2D2</h1>
<p>&nbsp;</p>
<h2>เกิดอะไรขึ้น ?</h2>
<p>มี<a href="http://nakedsecurity.sophos.com/2011/10/09/government-backdoor-trojan-chaos/">การค้นพบซอฟต์แวร์ม้าโทรจัน</a> ซึ่งสามารถสอดแนมดักฟังโทรศัพท์อินเทอร์เน็ต Skype, เฝ้ามองกิจกรรมออนไลน์ของคอมพิวเตอร์เครื่องที่ติดเชื้อ, บันทึกการกดปุ่มคีย์บอร์ด, และปรับปรุงความสามารถของมันได้ทางอินเทอร์เน็ต</p>
<p>โทรจันดังกล่าว ซึ่งผู้ผลิตซอฟต์แวร์แอนตีไวรัสส่วนใหญ่เรียกมันว่า &#8220;R2D2&#8243; และบางส่วนเรียกว่า &#8220;0zapftis&#8221; หรือ &#8220;Bundestrojaner&#8221; ถูกประกาศการค้นพบโดยชมรมคอมพิวเตอร์เคออส (Chaos Computer Club: CCC) ในเยอรมนี</p>
<h2>ทำไมถึงเรียกโทรจันดังกล่าวว่า R2D2 ?</h2>
<p>ชื่อดังกล่าวนำมาจากชุดอักขระซึ่งฝังอยู่ในชุดคำสั่งของโทรจันว่า:</p>
<p>C3PO-r2d2-POE</p>
<p><a href="https://secure.wikimedia.org/wikipedia/th/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B9">R2-D2 (อาร์ทูดีทู)</a> และ <a href="https://secure.wikimedia.org/wikipedia/th/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%AD">C-3PO (ซีทรีพีโอ)</a> เป็นตัวละครหุ่นยนต์ในเรื่อง<a href="https://secure.wikimedia.org/wikipedia/th/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA" title="Star Wars">สตาร์วอร์ส</a></p>
<h2>ใครคือ CCC ?</h2>
<p><a href="https://secure.wikimedia.org/wikipedia/en/wiki/Chaos_Computer_Club">Chaos Computer Club</a> หรือ CCC เป็นชมรมนักคอมพิวเตอร์ใหญ่ที่สุดในยุโรป CCC สนับสนุนจริยธรรมแบบแฮกเกอร์ ความโปร่งใสในการปกครอง เสรีภาพของข้อมูลข่าวสาร สิทธิมนุษยชนในการสื่อสาร และการเข้าถึงคอมพิวเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีอย่างเสรีและทั่วถึง</p>
<h2>CCC ได้ซอฟต์แวร์ร้ายตัวนี้มาจากไหน ?</h2>
<p>นาย Patrick Schlaft ทนายชาวเยอรมนี<a href="http://www.heise.de/newsticker/meldung/Staatstrojaner-Eine-Spionagesoftware-unter-anderem-aus-Bayern-1358091.html">ได้บอกกับสื่อ</a>ว่าซอฟต์แวร์ม้าโทรจันดังกล่าวถูกพบในฮาร์ดดิสก์ในคอมพิวเตอร์ของลูกความคนหนึ่งของเขา</p>
<p>ซอฟต์แวร์ร้ายหรือมัลแวร์ดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าถูกติดตั้งในคอมพิวเตอร์ระหว่างที่มันผ่านด่านศุลกากรที่สนามบินมิวนิก</p>
<p>Schladt กำลังสู้คดีให้กับลูกความของเขาจากข้อกล่าวหาตามกฎหมายของเยอรมนีที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรค</p>
<p>เมื่อผู้ต้องสงสัยและทีมกฎหมายได้พิจารณาหลักฐานดิจิทัลที่กล่าวหาพวกเขา พวกเขาพบหลักฐานที่น่าเชื่อว่าเคยมีโทรจันอยู่ &#8211; ฮาร์ดดิสก์ดังกล่าวถูกนำให้กับ CCC โดยความยินยอมของลูกความ</p>
<p>CCC ได้ใช้ซอฟต์แวร์ทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อกู้ไฟล์ที่ถูกลบขึ้นมาจากฮาร์ดดิสก์ดังกล่าว และค้นพบม้าโทรจัน R2D2</p>
<h2>ทำไมโทรจันดังกล่าวจึงสมควรเป็นข่าวได้ ?</h2>
<p>CCC <a href="http://www.ccc.de/en/updates/2011/staatstrojaner">ได้บอกเป็นนัย</a>ว่ามัลแวร์ตัวนี้ถูกสร้างขึ้นให้กับและถูกใช้โดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของเยอรมนี เช่น สำนักงานสอบสวนกลาง (BKA) และสำนักงานสอบสวนประจำรัฐ (LKA)</p>
<p>มากไปกว่านั้น Schaldt อ้างว่ากรมศุลกากรยังมีส่วนร่วมในการติดตั้งมัลแวร์ดังกล่าวด้วย</p>
<h2>ใครคือ BKA และ LKA ?</h2>
<p>BKA (Bundeskriminalamt) เป็นเป็นหน่วยงานสอบสวนระดับสหพันธรัฐของเยอรมนี ส่วน LKA (Landeskriminalamt) เป็นหน่วยงานสอบสวนระดับรัฐ</p>
<p>BKA ได้กล่าวว่าไฟล์ต่าง ๆ ที่ถูกค้นพบโดย CCC นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานฯ แต่นั่นไม่เหมือนกับการกล่าวว่า BKA ไม่เคยใช้ซอฟต์แวร์สอดแนมหรือสปายแวร์ในกรณีอื่น ๆ &#8211; เป็นเพียงการปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่า BKA นั้นไม่เกี่ยวข้องกับมัลแวร์ในกรณีนี้เท่านั้น</p>
<p>Steffen Seibert โฆษกของรัฐบาลกลางเยอรมนี ได้ใช้ทวิตเตอร์ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของ BKA</p>
<p>LKA ของ 4 รัฐ ได้แก่ บาเยิร์น, บาเดน-เวือร์ทเทมแบร์ก, บรันเดนบูร์ก, และ นีเดอร์ซัคเซิน ยืนยันว่ามีการใช้โทรจันดังกล่าวจริง ภายใต้กรอบที่กฎหมายอนุญาต และปฏิเสธสิ่งที่ CCC ค้นพบว่า R2D2 สามารถปรับปรุงตัวเองและดำเนินกิจกรรมอื่นที่นอกเหนือจากที่กฎหมายอนุญาต</p>
<h2>ตำรวจใช้สปายแวร์ มันฟังเป็นเรื่องใหญ่</h2>
<p>เรื่องใหญ่สิ นึกภาพของนักรณรงค์เพื่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวเกิดอาการนอยแตก เมื่อได้รู้ว่าตำรวจสอบสวนสามารถสอดแนมกิจกรรมคอมพิวเตอร์ได้โดยผู้ใช้ไม่รู้ตัว</p>
<h2>มันถูกกฎหมายหรือ สำหรับผู้มีอำนาจในเยอรมนี ที่จะสอดแนมคอมพิวเตอร์ของพลเมือง ด้วยม้าโทรจัน ?</h2>
<p>ภายใต้กฎหมายเยอรมัน ตำรวจได้รับอนุญาตให้ใช้สปายแวร์เพื่อดักฟังผู้ต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากร &#8211; แต่ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้แนวปฏิบัติอันเข้มงวดเท่านั้น ตัวอย่างเช่น เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตตามกฎหมายเสียก่อน (เช่นเดียวกับการขอดักฟังโทรศัพท์) เมื่อจะบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์อินเทอร์เน็ต ก่อนที่มันจะถูกเข้ารหัส</p>
<p>การดักฟังที่ต้นทางก่อนจะถูกเข้ารหัสนี้ รู้จักกันในชื่อ Quellen-TKÜ (Quellen-Telekommunikationsüberwachung) หรือ &#8220;source wiretapping&#8221;</p>
<p>ศาลรัฐธรรมนูญของรัฐบาลกลาง (Bundesverfassungsgericht) ได้วางแนวปฏิบัติทางกฎหมายที่เข้มงวดในปี 2008 เพื่อจะจำกัดว่าซอฟต์แวร์สอดแนมของพนักงานสอบสวนจะทำอะไรได้บ้าง ตัวอย่างเช่น แม้จะอนุญาตให้บันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์อินเทอร์เน็ตได้ แต่สปายแวร์นั้นจะต้องไม่แก้ไขโค้ดใด ๆ บนคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องสงสัย และกลไกการป้องกันจะต้องถูกวางเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้โทรจันดังกล่าวถูกเปลี่ยนแปลงให้มีความสามารถเพิ่มเติม</p>
<h2>อะไรที่โทรจัน R2D2 ได้ทำนอกเหนือไปจากการดักฟังการสนทนา Skype ?</h2>
<p>นอกเหนือไปจากการบันทึกการพูดคุยทางโทรศัพท์อินเทอร์เน็ตอย่าง Skype แล้ว โทรจันดังกล่าวยังมีสามารถ :</p>
<ul>
<li>ดักข้อมูลจากโปรแกรมแชทอย่าง MSN Messenger และ Yahoo Messenger</li>
<li>บันทึกการกดปุ่มคีย์บอร์ดในเบราว์เซอร์อย่าง Firefox, Opera, Internet Explorer, และ SeaMonkey</li>
<li>ยังสามารถจับภาพเนื้อหาจากหน้าจอของผู้ใช้</li>
<li>ดาวน์โหลดตัวปรับปรุงความสามารถ และติดต่อสื่อสารกับเว็บไซต์ภายนอก</li>
</ul>
<h2>เว็บไซต์อะไรที่โทรจันนี้ติดต่อด้วย ?</h2>
<p>โทรจันดังกล่าวเชื่อมต่อไปยังหมายเลขไอพี 83.236.140.90 ซึ่งปรากฏว่าตั้งอยู่ใน ดึสเซลดอร์ฟ หรือ นอยซ์</p>
<h2>LKA ของรัฐนอร์ดไรน์-เวสท์ฟาเลิน ตั้งอยู่ที่ใด ?</h2>
<p>ดึสเซลดอร์ฟ</p>
<h2>เรารู้อะไรอีกเกี่ยวกับการใช้โทรจันโดย LKA ?</h2>
<p>ต้นปี 2008 วิกิลีกส์ได้ปล่อยบันทึกลับระหว่าง LKA และบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อ <a href="http://digitask.de/">DigiTask GmbH</a>:</p>
<p><a href="http://wikileaks.org/wiki/Skype_and_SSL_Interception_letters_-_Bavaria_-_Digitask">อ่านรายงานจากวิกิลีกส์</a> (ภาษาอังกฤษ) หรือ<a href="http://wiki.piratenpartei.de/images/5/54/Bayern-skype-tkue.pdf">ดูเอกสาร PDF ในภาษาเยอรมัน</a></p>
<p>รายละเอียดที่ปล่อยออกมาโดยวิกิลีกส์นั้น ตรงกับพฤติกรรมของม้าโทรจัน R2D2 ที่ค้นพบโดย CCC</p>
<p>แน่นอนว่า เป็นไปได้ที่ DigiTask จะไม่ได้เขียนมัลแวร์นี้ &#8211; แต่ความสามารถของซอฟต์แวร์นั้นตรงกัน</p>
<p>DigiTask <a href="http://www.telestrategies.com/iss_europe/">เคยนำเสนอไว้ในอดีต</a> ถึงสรรพคุณของซอฟต์แวร์สอดส่องของตัวเอง ที่สามารถจับตาการสนทนา Skype ได้</p>
<h2>คุณสามารถตรวจสอบได้ไหมว่าม้าโทรจัน R2D2 นั้นถูกเขียนให้กับและถูกใช้โดย LKA ?</h2>
<p>มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้เขียนมัลแวร์ดังกล่าว นอกเสียจากหน่วยงานของเยอรมนีจะยืนยันการมีส่วนร่วมของพวกเขา อย่างไรก็ตาม จากสิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้ มันมีโอกาสที่พวกเขาจะมีส่วนร่วม มากกว่าที่จะไม่มี</p>
<h2>คอมพิวเตอร์จะติดเชื้อโทรจัน R2D2 ได้อย่างไร ?</h2>
<p>มัลแวร์ดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โดยทั่วไป คุณอาจจะได้รับอีเมลที่มีไฟล์แนบ หรือมีลิงก์ที่โยงไปหาเว็บไซต์ ซึ่งจะจากนั้นมันจะติดคอมพิวเตอร์คุณ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #808080;">เรียบเรียงจาก <a href="http://www.ccc.de/en/updates/2011/staatstrojaner"><span style="color: #808080;">Chaos Computer Club analyzes government malware</span></a>, CCC, 8 ต.ค. 255; <a href="http://nakedsecurity.sophos.com/2011/10/10/german-government-r2d2-trojan-faq/"><span style="color: #808080;">German &#8216;Government&#8217; R2D2 Trojan FAQ</span></a>, Naked Security, 10 ต.ค. 2554; <a href="http://www.thinq.co.uk/2011/10/11/german-police-confirm-r2d2-trojan-use/"><span style="color: #808080;">German police confirm R2D2 Trojan use</span></a>, Thinq, 11 ต.ค. 2554</span></p>
<p><span style="color: #999999;">ภาพประกอบดัดแปลงจากภาพโดย <a href="http://www.flickr.com/photos/hughelectronic/2261228251/"><span style="color: #999999;">Electronic Frontier Foundation</span></a> สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/german-police-confirm-r2d2-trojan-wiretapping/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยูเอ็นย้ำอีกครั้ง ไทยต้องแก้กฎหมายหมิ่นฯ-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์</title>
		<link>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/united-nations-lese-majeste-computer-crime-amendment/</link>
		<comments>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/united-nations-lese-majeste-computer-crime-amendment/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Oct 2011 20:35:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MyComputerLaw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550]]></category>
		<category><![CDATA[สหประชาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธิมนุษยชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mycomputerlaw.in.th/?p=800</guid>
		<description><![CDATA[แฟรงค์ ลา รู ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการแสดงออก ออกแถลงการณ์จากกรุงเจนีวา เรียกร้องให้รัฐบาลไทยจัดเวทีสาธารณะเพื่อแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ–พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมเสนอความร่วมมือกับ ‘คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย’ เพื่อแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-805" title="สหประชาชาติ" src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/10/united-nations-flag.png" alt="สหประชาชาติ" width="640" height="300" /></p>
<p>เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2554 แฟรงค์ ลา รู (Frank La Rue) ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการแสดงออก ส่ง<a title="Thailand / Freedom of expression: UN expert recommends amendment of lèse majesté laws" href="http://www.ohchr.org/EN/NewsEvents/Pages/DisplayNews.aspx?NewsID=11478&amp;LangID=E">แถลงการณ์จากเจนีวา</a> เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พร้อมเสนอตัวในการ ‘ร่วมมืออย่างสร้างสรรค์’ กับ ‘คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย’ เพื่อแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล</p>
<p>แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นภาคีใน<a href="https://secure.wikimedia.org/wikipedia/th/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87">กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง</a> (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2539 รัฐบาลไทยพึงมีพันธะผูกพันในการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยสากลที่ระบุไว้ในอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลในการเสาะหา ได้รับ และเผยแพร่ข้อมูลและความคิดทุกประเภท</p>
<p>แฟรงค์ ลา รู กล่าวว่า ถึงแม้ว่าสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกจะมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ทำให้จำเป็นต้องมีข้อจำกัดในบางสถานการณ์ที่จำเป็น เช่น การป้องกันสิทธิส่วนบุคคล และปกป้องความมั่นคงของชาติ แต่เขาชี้ว่า กฏหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีความคลุมเครือและไม่ชัดเจน ประกอบกับบทลงโทษที่สูงเกินความเหมาะสม จึงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล</p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิด้านเสรีภาพการแสดงออก ยังระบุว่า เขายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือ โดย “มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์กับรัฐบาลไทย และคณะกรรมการปฏิรูปกฏหมาย ผู้ซึ่งมีหน้าที่ทำการปฏิรูปกฎหมายไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล”</p>
<p>ทางไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็นใด ๆ ต่อเรื่องนี้ โดยกล่าวว่ายังไม่ทราบเรื่อง จึงไม่สามารถให้ความคิดเห็นทั้งในนามส่วนตัวหรือคณะกรรมการปฏิรูปกฏหมายได้ นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณากฎหมายหลายฉบับ ไม่ได้จำกัดแค่กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งโดยเฉพาะ</p>
<p>ทั้งนี้ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 โดยมีศาสตราจารย์คณิต ณ นครเป็นประธาน และคณะกรรมการอีก 10 คนซึ่งมาจากการสรรหา ประกอบด้วย สุนีย์ ไชยรส, ไพโรจน์ พลเพชร, สมชาย หอมลออ เป็นต้น โดยมีหน้าที่ “เพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระเพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบด้วย&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>แถลงการณ์ฉบับเต็ม (แปลไทยโดยประชาไท)</em></p>
<h1>ประเทศไทย/ เสรีภาพในการแสดงออก: ผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติแนะให้ไทยแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ</h1>
<p>เจนีวา – วันนี้ แฟรงค์ ลา รู ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการแสดงออก แนะให้รัฐบาลไทยแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ระบุว่าใครก็ตามที่ดูหมิ่น เหยียดหยาม อาฆาต มาดร้ายพระมหากษัตริย์ ราชินี มกุฎราชกุมาร หรือผู้สำเร็จราชการ จะได้รับบทลงโทษโดยการจำคุก 5–15 ปี</p>
<p>“ผมสนับสนุนให้ประเทศไทย จัดทำเวทีหารือสาธารณะที่มีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ให้สอดคล้องกับข้อผูกพันทางหลักสิทธิมนุษยชนสากล” แฟรงค์ ลา รู กล่าว “การดำเนินคดีโดยตำรวจศาลในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขกฎหมายดังกล่าว”</p>
<p>ในขณะเดียวกัน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยังถูกใช้เป็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยอีกทางหนึ่ง โดยกฎหมายดังกล่าวมีบทลงโทษจำคุกห้าปี สำหรับการแสดงออกในอินเตอร์เน็ตที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ หรือที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง</p>
<p>“โทษการจำคุกที่ยาวนานและความคลุมเครือของการแสดงออกว่าอะไรที่เข้าข่ายการดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือเป็นภัยต่อสถาบัน ทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเองและจำกัดการถกเถียงในเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นการทำลายสิทธิของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก” ลา รู กล่าว “มิหนำซ้ำ การที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถฟ้องตำรวจด้วยข้อหานี้ และการดำเนินคดีลับ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นปัญหาดังกล่าวชัดเจนขึ้น”</p>
<p>ผู้ตรวจการพิเศษได้เน้นว่า ประเทศไทยเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมืองตั้งแต่ปีพ.ศ. 2539 ซึ่งมีพันธะผูกพันด้านสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายตามกฎหมาย รวมถึงพันธะในการรับรองสิทธิของคนในการเสาะหา ได้รับ และเผยแพร่ข้อมูลและความคิดทุกประเภท</p>
<p>ลา รู เข้าใจว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ย่อมมาพร้อมหน้าที่และความรับผิดชอบ และด้วยเหตุผลนี้ ภายใต้สถานการณ์พิเศษบางอย่าง สิทธินี้อาจจะถูกจำกัดได้ เช่น การปกป้องสิทธิของบุคคลและการปกป้องความมั่นคงของชาติ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในการป้องกันการใช้ข้อยกเว้นดังกล่าวไปในทางละเมิดเกินระบุไว้ในกฎหมาย ข้อกำหนดใด ๆ ที่จำกัดสิทธิของเสรีภาพในการแสดงออก ต้องกำหนดชัดเจนและไม่คลุมเครือว่าการแสดงออกแบบใดที่ถูกห้าม พร้อมทั้งพิสูจน์ให้ชัดว่าจำเป็นและสอดคล้องกับจุดประสงค์ดังกล่าว</p>
<p>“ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มิได้เข้าข่ายข้อกำหนดนั้น กฎหมายดังกล่าวมีความคลุมเครือและกว้างมาก ส่วนบทลงโทษที่รุนแรง ก็เกินความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับการปกป้องสถาบันกษัตริย์หรือความมั่นคงของชาติ” เขาตั้งข้อสังเกต</p>
<p>ผู้ตรวจการพิเศษ ยังแสดงความกังวลต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และการใช้โดยกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) ที่ร่วมมือกับกองทัพไทยเพื่อปิดกั้นเว็บไซต์หลายพันแห่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันฯ</p>
<p>“ผมได้ยกข้อกังวลที่มีต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และความไม่สอดคล้องของกฎหมายดังกล่าวกับข้อพันธะทางสิทธิมนุษยชนสากลของประเทศไทย ในการรายงานอาณัติของผม” ลา รู กล่าว โดยระบุว่าประเด็นนี้ถูกพูดถึงในระหว่าง<a title="นานาชาติพร้อมใจแนะกลางเวทียูเอ็น ประเทศไทยควรแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯ – พ.ร.บ. คอมพ์ฯ" href="http://prachatai.com/journal/2011/10/37269">กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิยูพีอาร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา</a>ในกรุงเจนีวา</p>
<p><strong>“ดังนั้น ผมยินดีที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์กับรัฐบาลไทย และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ผู้ซึ่งมีหน้าที่ทำการปฏิรูปกฎหมายไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล” แฟรงค์ ลา รู ระบุ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1>เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h1>
<ul>
<li><a href="http://www.ohchr.org/EN/NewsEvents/Pages/DisplayNews.aspx?NewsID=11478&amp;LangID=E">Thailand / Freedom of expression: UN expert recommends amendment of lèse majesté laws</a> (รายงานต้นฉบับภาษาอังกฤษ)</li>
<li><a href="http://mycomputerlaw.in.th/2011/09/internet-law-un-human-rights-council/">ปรับปรุงกฎหมายอินเทอร์เน็ตเพื่อสิทธิมนุษยชน: มุมมองจากสหประชาชาติ</a></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #808080;">ที่มา: <a href="http://www.prachatai.com/journal/2011/10/37339"><span style="color: #808080;">‘ยูเอ็น’ ย้ำอีกครั้ง ไทยต้องแก้กฎหมายหมิ่นฯ – พ.ร.บ.คอมพ์ฯ</span></a>, ประชาไท, 11 ต.ค. 2554</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/united-nations-lese-majeste-computer-crime-amendment/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นักวิชาการหนุน แก้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ให้เป็นเรื่อง “ระบบคอมพิวเตอร์” แท้ ๆ</title>
		<link>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/scholars-support-pure-computer-crime-law/</link>
		<comments>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/scholars-support-pure-computer-crime-law/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 02 Oct 2011 03:30:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MyComputerLaw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550]]></category>
		<category><![CDATA[วันฉัตร ผดุงรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[สุรางคณา วายุภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mycomputerlaw.in.th/?p=782</guid>
		<description><![CDATA[แม้อาชญากรรมไซเบอร์จะเป็นภัยร้ายแรง แต่กลับไม่ได้รับความสำคัญ เพราะพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์สนใจจะเอาผิดแต่เรื่องเนื้อหาในเน็ต วงเสวนาที่จัดโดยแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) ถกหาทางออกต่อเรื่องนี้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em>แม้อาชญากรรมไซเบอร์จะเป็นภัยร้ายแรง แต่กลับไม่ได้รับความสำคัญ เพราะพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์สนใจจะเอาผิดแต่เรื่องเนื้อหาในเน็ต วงเสวนาที่จัดโดยแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) ถกหาทางออกต่อเรื่องนี้</em></p>
<p>เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2554 โครงการวิจัย <a href="http://ilaw.or.th/node/1139" title="เปิดตัว Thai Law Watch ติดตามกระบวนการนิติบัญญัติไทย">“การปรับปรุงกระบวนการนิติบัญญัติของประเทศไทยเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน”</a> โดย <a href="http://www.tdri.or.th/">สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)</a> ภายใต้การสนับสนุนของ <a href="http://www.tuhpp.net/">แผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.)</a> หลัง<a href="http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/sawatree-old-cca-new-cca/" title="สาวตรี สุขศรี: พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เก่าและใหม่ สังคมเน็ตไทยบนทางสองแพร่ง">การนำเสนอบทวิเคราะห์</a> มีวงเสวนาที่อภิปรายกันเรื่องบทบาทความรับผิดชอบของตัวกลาง และข้อเสนอให้ปรับแก้พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (Computer-related Crime Act) ฉบับปัจจุบัน ให้เป็นพ.ร.บ.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์บริสุทธิ์ (Pure Computer Crime)</p>
<h1>ระดับชั้นของตัวกลางและความรับผิดชอบ</h1>
<p>วันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์<a href="http://pantip.com/">พันทิป.คอม</a> เล่าว่า กฎหมายไทยทำให้ผู้ประกอบการแข่งขันกับสังคมโลกไม่ได้ เพราะในทางการให้บริการ อินเทอร์เน็ตไม่มีขอบเขตของอาณาจักร แต่ในทางกฎหมายยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ดังนั้นทำให้เมื่อต้องแข่งขันกันก็เป็นเรื่องยากที่เว็บพันทิปของไทยจะสู้กับเฟซบุ๊กของอเมริกาได้</p>
<p>วันฉัตรเล่าถึง<a href="http://thainetizen.org/node/642" title="กรณีศึกษา 212cafe.Com">กรณีเว็บไซต์ 212cafe.com</a> ที่เปิดให้บริการเว็บบอร์ด แต่ถูกฟ้องเพราะมีภาพไม่เหมาะสมหลุดเข้ามาในระบบ และต้องมีโทษตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งสุดท้ายเจ้าของเว็บไซต์ยอมแพ้กับการต่อสู้คดีและออกจากวงการอินเทอร์เน็ตไป ปรากฏการณ์นี้บอกให้เห็นว่าเราต้องเสียผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของวงการไปซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากกระบวนการยุติธรรม</p>
<p>ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์พันทิปเสนอว่า กฎหมายในส่วนที่เขียนถึงผู้ให้บริการ ควรกำหนดระดับชั้นผู้ให้บริการด้วย โดยควรกำหนดความหมายของคำว่าผู้ให้บริการในระดับที่ “ใกล้” กับเนื้อหาที่สุด อาจหมายถึงweb moderator (ผู้อำนวยการสนทนาในเว็บบอร์ด) ซึ่งถือว่าใกล้เนื้อหาที่สุด รองมาก็คือ web administrator (ผู้ดูแลระบบเว็บ) ถัดมาก็คือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (อย่างเว็บโฮสติ้ง) ถัดมาถึงเป็นอินเทอร์เน็ตประเทศไทย (ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายพื้นฐาน) ในทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เชื่อว่าถ้าตำรวจจะส่งจดหมายให้ใครก็ควรส่งให้คนที่ใกล้เนื้อหาที่สุด</p>
<h1>เจตนาและบทลงโทษตัวกลาง</h1>
<p>อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ตกล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องภาระรับผิดของผู้ให้บริการหรือ “ตัวกลาง” มีประเด็นที่ต้องคำนึงถึงเรื่องความเหมาะสมของโทษด้วย ตอนนี้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กำหนดให้ผู้กระทำผิดและตัวกลางในฐานะผู้สนับสนุนต้องรับโทษเท่ากัน ทั้งที่ในความผิดอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา กำหนดโทษของผู้สนับสนุนไว้เพียงกึ่งหนึ่งหรือสองในสาม</p>
<p>ด้าน ชวรงค์ ลิมปัทมปาณี ประธานชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์กล่าวว่า สำหรับเรื่องความรับผิดชอบของตัวกลางนั้น เห็นว่าหากเราทำเว็บไซต์ขึ้นมาแล้วมีเว็บบอร์ด เราจะไม่รับผิดชอบต่อเว็บบอร์ดไม่ได้ ยังไงก็ต้องดูแล เพียงแต่กระบวนการดูแลนั้นต้องมีแค่ไหนอย่างไร เช่น ควรมีกำหนดเวลาให้ชัดเจน เช่น สามวันหรือห้าวัน หากผู้ดูแลระบบยังไม่ดำเนินการจึงค่อยถือว่ามีความผิด</p>
<p>ตอนที่มีกฎหมายฉบับนี้ สภาผู้ดูแลเว็บไทย ซึ่งปัจจุบันไม่มีการทำงานแล้ว ได้ออกแนวปฏิบัติออกมา มีข้อหนึ่งที่บอกว่า เว็บบอร์ดเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ ต้องกำหนดให้ชัดเจน แต่ที่ผ่านมาไม่ชัดเจนจึงเป็นปัญหา</p>
<h1>พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไม่บริสุทธิ์</h1>
<p>สำหรับประเด็นที่ว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ควรมีเฉพาะส่วนที่ว่าด้วยอาชญากรรมคอมพิวเตอร์แท้ๆ เช่น การเจาะระบบ การดักข้อมูล หรือควรรวมเรื่องความผิดเกี่ยวกับเนื้อหาด้วยนั้น ชวรงค์เล่าว่าพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบันก็มีเจตนารมณ์ตั้งแต่แรกที่จะรวมความผิดไปถึงเรื่อง “เนื้อหา” เมื่อมาถึงยุคคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หลังรัฐประหาร เขาสามารถควบคุมสื่อเดิมได้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องควบคุมเว็บที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง โดยเขาชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เป็นกฎหมายที่ใช้เวลาพิจารณานานที่สุดในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คือเป็นฉบับแรก และใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเสร็จ ในขณะที่กฎหมายอื่นๆ ของสนช.ใช้เวลาไม่กี่วัน ดังนั้นต้องถือว่าเป็นกฎหมายที่ผ่านการกลั่นกรองมาดีกว่ากฎหมายหลายฉบับ</p>
<p>“ความจริงเว็บข่าวทั้งหลายที่มีสื่อเดิมอยู่แล้วไม่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้โดยตรง ส่วนที่ได้รับผลกระทบก็คงจะเป็นเว็บข่าวทางเลือก” ชวรงค์กล่าว</p>
<p>สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) กล่าวว่า มาตรา 14 ที่ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเนื้อหานั้น แต่เดิมในร่างแรก ๆ ไม่มี แต่เพิ่มขึ้นมาตามความต้องการของสังคม มีการพูดกันว่ากฎหมายทั้งฉบับใช้แค่มาตรา 14 ในเรื่องเนื้อหา ทั้งที่พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เป็นกฎหมายที่คำนึงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์นั้น ใช้แต่มาตรา 14 และ 15</p>
<p>“ก็มีการคุยกันว่า มาตรา 14 จะเอาไว้ไหม แต่เมื่อมันมีแล้ว การเอาออกยากมาก การจะใส่หรือไม่ใส่ ไม่ยากเท่าใส่แล้วเอาออก” สุรางคณากล่าว</p>
<p>อาทิตย์เล่าว่า ล่าสุดมีกรณีของนักกิจกรรมที่ขับเคลื่อนเรื่องร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยเขียนในเฟซบุ๊กถึงสถิติจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา นำมาเปรียบเทียบกับสัดส่วนประชากรของประเทศไทย ซึ่งทำให้ถูกฟ้องพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) เพราะถูกกล่าวหาว่าให้ข้อมูลปลอม และยังมีกรณีที่สมาชิกสหภาพแรงงานโดนนายจ้างฟ้องร้องหลังจากมีการเผยแพร่ข้อมูลร้องเรียนในอีเมล</p>
<p>ปัญหาสำคัญของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อีกเรื่องก็คือ ความผิดในกฎหมายเกือบทั้งฉบับเป็นอาญาแผ่นดิน เป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ ซึ่งหากเป็นความผิดต่อสาธารณะ ก็อาจยอมรับได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่กรณีความผิดต่อบุคคล ทำไมจึงให้ยอมความไม่ได้ เช่น มาตรา 14 (1) ซึ่งถูกใช้มากในการกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท มีปัญหาว่าแม้คู่ความจะไม่เอาความแล้วแต่ก็ไม่สามารถยุติการดำเนินคดีได้ ดังเช่นในคดีสมาชิกสหภาพแรงงาน ที่นายจ้างต้องการถอนแจ้งความแต่ไม่สามารถทำได้</p>
<h1>อาชญากรรมคอมพิวเตอร์บริสุทธิ์</h1>
<p>อาทิตย์เห็นว่า ควรให้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เป็นเรื่องอาชญากรรมคอมพิวเตอร์บริสุทธิ์ ทั้งนี้ที่ผ่านมาพบว่าสถิติคดีความตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่เป็นคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์บริสุทธิ์หรือความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์มีน้อยมาก กฎหมายฉบับที่ใช้อยู่เขียนในส่วนอาชญากรรมคอมพิวเตอร์บริสุทธิ์ค่อนข้างดี ถูกร่างขึ้นโดยคนที่มีความเชี่ยวชาญ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการนำมาใช้</p>
<p>สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จากทีดีอาร์ไอ กล่าวสนับสนุนว่า ควรปรับกฎหมายให้เป็นพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์แท้ คือ ไม่มีเรื่องหมิ่นประมาท ความมั่นคง ทรัพย์สินทางปัญญา และเสนอด้วยว่าควรปรับแก้ให้ความผิดในกฎหมายฉบับนี้เป็นความผิดที่ยอมความได้ นอกจากนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับหลักฐานพยานทางอิเล็กทรอนิกส์ อาจจะมีสิ่งที่เรียกว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอิเล็กทรอนิกส์ (ป.วิ.อาญาอิเล็กทรอนิกส์) เพื่อให้การตีความในทุกกฎหมายมีบรรทัดฐานเดียวกัน ไม่ลักลั่น</p>
<p>ด้านวันฉัตรเสนอเช่นกันว่า อยากให้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เป็นพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์บริสุทธิ์ เพราะเมื่อมีเรื่องเนื้อหาเข้ามาเกี่ยวข้องจะนำไปสู่ความลักลั่นมากมาย และสงสัยว่า หลายๆ ประเด็นน่าจะใช้วิธีแก้ไขเพิ่มเติมในประมวลกฎหมายอาญามากกว่ามาเขียนเติมในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์</p>
<p>อาทิตย์เห็นว่า เรื่องเนื้อหาในออนไลน์ก็เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพด้านอื่นๆ ด้วย เช่น สิทธิแรงงาน สิทธิผู้ป่วย ดังนั้น ควรต้องมองด้วยว่าพ.ร.บ.คอมจะไปทำงานกับกฎหมายตัวอื่นได้อย่างไร นอกจากนี้เขายังตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนของทหารและตำรวจในคณะกรรมการตามร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่ ที่มีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่ง และที่เหลือส่วนใหญ่มาจากฝ่ายการเมือง อีกทั้งไม่มีตัวแทนจากหน่วยงานด้านสิทธิหรือจากภาคเอกชนเลย</p>
<h1>จะปรับแก้กฎหมายอย่างไร หรือไม่จำเป็นต้องปรับแก้ ?</h1>
<p>ชวรงค์เห็นว่า สำหรับกรณีที่ว่าควรบรรจุเรื่อง “หมิ่นประมาท” ควรบรรจุไว้ในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไหม ถ้าไม่มีก็ต้องมีการเขียนเชื่อมโยงให้ชัดเจนว่า จะสามารถนำเอากฎหมายอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วไปใช้กับโลกออนไลน์ได้อย่างไร จากประสบการณ์ที่ผ่านมา กฎหมายยิ่งแก้ยิ่งแย่ ดังนั้นถ้ากฎหมายไม่เลวร้ายเกินไป ควรไปจัดการเรื่องกระบวนการใช้กฎหมายจะง่ายกว่าหรือไม่ และการแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ยากและใช้เวลานาน</p>
<p>ด้านสุรางคณาเห็นว่า กฎหมายสมัยใหม่ควรเขียนรายละเอียดไว้ในกฎหมายลูก เพราะง่ายกว่า ไม่ควรกลับไปแก้ไขที่กฎหมายแม่อย่างประมวลกฎหมายอาญา เพราะทั้งยุ่งยากและตรวจสอบไม่ได้</p>
<p>สุรางคณากล่าวว่า เมื่อปัญหาของกฎหมายอยู่ที่การบังคับใช้ อยู่ที่ความสามารถของผู้บังคับใช้กฎหมาย จะทำอย่างไร เรื่องนี้นำมาสู่การเรียกร้องว่ากฎหมายหย่อนยานมาก ก็ต้องแก้ไขกฎหมาย แล้วการแก้ไขกฎหมายก็มีคนมาจากหลายกลุ่ม อยู่ที่ว่าจังหวะไหนใครมีอำนาจ</p>
<p>สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่า มีการพูดกันมากว่าการบังคับใช้กฎหมายมีปัญหา แต่ส่วนตัวไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว เพราะมันเป็นเรื่องปกติ พูดเมื่อไรก็ถูก ไม่อยากให้มองแค่ว่ากฎหมายดีอยู่แล้วแต่คนใช้มีปัญหา แต่พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มีปัญหาที่ตัวกฎหมายจริงๆ เช่นการเขียนกฎหมายไม่ชัดเจน ไม่รัดกุม อันนี้เป็นปัญหาที่ตัวกฎหมาย ไม่ใช่ที่การบังคับใช้</p>
<p>สุรางคณา ในฐานะผู้ผลักดันร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ กล่าวด้วยว่า ตอนนี้กระบวนการร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อยู่ในขั้นรับฟังความคิดเห็น เป็นเวทีขนาดเล็ก แต่พยายามไปให้ถึงทุกขั้วในสังคมไทย และอีกประเด็นที่พยายามให้เกิดคือเรื่องการดูแลกันเอง หรือ self-regulation</p>
<h1>บทความ/เอกสารที่เกี่ยวข้อง</h1>
<ul>
<li><a href="http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/sawatree-old-cca-new-cca/">สาวตรี สุขศรี: พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เก่าและใหม่ สังคมเน็ตไทยบนทางสองแพร่ง</a></li>
<li><strong><a href='http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/new-cca-analysis-sawatree-201109.pdf'>บทวิเคราะห์ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ&#8230;. (ฉบับเผยแพร่ วันที่ 20 มิถุนายน 2554) โดย สาวตรี สุขศรี</a></strong></li>
<li><a href="http://mycomputerlaw.in.th/2011/07/cca-2550-criminal-code-principles/">ชำแหละพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 – ผิดหลักบัญญัติกฎหมายหรือไม่ ?</a> (สัมภาษณ์ สาวตรี สุขศรี ในประเด็นหลักการเขียนกฎหมายอาญา)</li>
<li><a href='http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/cca-new-draft-rationale-20110404.pdf'>ความจำเป็นในการร่างตรากฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์</a> (เอกสารจากคณะทำงานของกระทรวงไอซีที)</li>
<li><a href='http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/cca-new-draft-20110607.pdf'>ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. &#8230;. (ฉบับ 7 มิ.ย. 2554)</a> (เอกสารจากคณะทำงานของกระทรวงไอซีที)</li>
<li><a href='http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/cca-new-draft-20110607-comparison.pdf'>เปรียบเทียบ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ปัจจุบัน กับ ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ (7 มิ.ย. 2554)</a> (เอกสารจากคณะทำงานของกระทรวงไอซีที)</li>
<li><a href='http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/info-law-committee-comparison-mycomputerlaw-20110921.pdf'>เปรียบเทียบสัดส่วนคณะกรรมการในร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิด้านข้อมูลข่าวสาร</a> (ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล v. ร่างพ.ร.บ.ความผิดคอมพิวเตอร์ รวบรวมโดย My Computer Law)</li>
<li><a href="http://mycomputerlaw.in.th/2011/09/internet-law-un-human-rights-council/">ปรับปรุงกฎหมายอินเทอร์เน็ตเพื่อสิทธิมนุษยชน: มุมมองจากสหประชาชาติ</a> (สรุปโดย My Computer Law)</li>
</ul>
<div style="background: #eeffaa; padding: 10px; border: 5px solid green; margin: 10px;">
<img style="float: left; margin-right: 5px;" src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/08/mycomavt-120x120.png" alt="My Computer Law" /><br />
<strong><a href="https://docs.google.com/spreadsheet/viewform?hl=en_US&amp;formkey=dGo3cnBHQlZ0N05RWW1LS3JCb2E0d0E6MQ#gid=0">คุณคิดว่ากฎกติกาของอินเทอร์เน็ตควรเป็นอย่างไร ?</a></strong><br />
เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นในแบบสำรวจ คำถามมีทั้งหมด 6 ข้อ ใช้เวลา 2-10 นาที<br />
<span style="color: #808080;">รายงานการสำรวจที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะ จะเป็นสถิติภาพรวมที่ระบุตัวตนของผู้ตอบแบบสอบถามไม่ได้</span><br />
<a href="https://docs.google.com/spreadsheet/viewform?hl=en_US&amp;formkey=dGo3cnBHQlZ0N05RWW1LS3JCb2E0d0E6MQ#gid=0">คลิกที่นี่เพื่อทำแบบสำรวจ</a>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/scholars-support-pure-computer-crime-law/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สาวตรี สุขศรี: พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เก่าและใหม่ สังคมเน็ตไทยบนทางสองแพร่ง</title>
		<link>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/sawatree-old-cca-new-cca/</link>
		<comments>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/sawatree-old-cca-new-cca/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 01 Oct 2011 10:52:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MyComputerLaw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สาวตรี สุขศรี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mycomputerlaw.in.th/?p=762</guid>
		<description><![CDATA[นักวิชาการกฎหมาย แจง 8 ปัญหา และ 7 ข้อเสนอ จากการวิจัยวิเคราะห์เปรียบเทียบพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบัน กับร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ใหม่จากกระทรวงไอซีที ชี้ร่างใหม่ปัญหาเดิมไม่แก้ แถมยิ่งคลุมเครือ รวบอำนาจให้ฝ่ายความมั่นคง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em>นักวิชาการกฎหมาย วิเคราะห์เทียบพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบัน กับร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ใหม่ที่ไอซีทีจะเสนอ แจง 8 ปัญหา พร้อม 7 ข้อเสนอที่ต้องทบทวน</em></p>
<p>เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2554 โครงการวิจัย <a href="http://ilaw.or.th/node/1139" title="เปิดตัว Thai Law Watch ติดตามกระบวนการนิติบัญญัติไทย">“การปรับปรุงกระบวนการนิติบัญญัติของประเทศไทยเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน”</a> โดย <a href="http://www.tdri.or.th/">สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)</a> ภายใต้การสนับสนุนของ <a href="http://www.tuhpp.net/">แผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.)</a> จัดงานเสวนาเรื่อง <strong><a href="http://mycomputerlaw.in.th/2011/09/draft-mict-computer-crime-law-seminar/" title="[21 ก.ย.] ระดมสมอง ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ....">“ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. &#8230;”</a></strong></p>
<p>สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้นำเสนอบทวิเคราะห์เกี่ยวกับพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) โดยเปรียบเทียบพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์สองฉบับคือ ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (ประกาศใช้ พ.ศ. 2550) และร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่ทางกระทรวงไอซีทีต้องการจะเสนอ (ฉบับที่ใช้ในการศึกษา แก้ไขล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2554)</p>
<p><img src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/10/sawatree-white.jpg" alt="สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" title="สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" width="320" height="265" class="aligncenter size-full wp-image-769" /></p>
<h1>ปัญหา 8 ประการ ในร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ของกระทรวงไอซีที</h1>
<p>สาวตรีกล่าวว่า ร่างฉบับใหม่นั้นมีการแก้ไขในหลายประเด็น ทั้งในเรื่องบทนิยามและฐานความผิดที่เพิ่มมากขึ้น โดยวิเคราะห์ปัญหาออกได้มา 8 ประการ ดังนี้</p>
<h2>1. ความถูกต้องและชัดเจนของนิยามคำศัพท์</h2>
<p>กฎหมายฉบับเดิม อธิบายคำว่า “ระบบคอมพิวเตอร์” ว่าหมายถึงอุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ</p>
<p>ฉบับร่างใหม่ เขียนขอบเขตคำว่าระบบคอมพิวเตอร์ให้กว้างขึ้นว่า เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ “หรือทำหน้าที่อื่น” แต่ก็ไม่แน่ชัดว่าคำว่า “หรือทำหน้าที่อื่น” นั้นจะตีความขอบเขตของระบบคอมพิวเตอร์ไว้แค่ไหน ซึ่งอาจไม่ได้หมายความเฉพาะอุปกรณ์ที่ทำการเชื่อมต่อและประมวลผลข้อมูลได้เท่านั้น แต่ยังอาจรวมถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ได้ด้วย เช่น ลิฟท์</p>
<p>กฎหมายฉบับเดิมมีปัญหามากว่า คำว่า “ผู้ให้บริการ” ควรหมายถึงใคร และผู้ให้บริการแต่ละระดับมีหน้าที่อะไร ซึ่งเรื่องนี้กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงไอซีทีเรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ โดยในประกาศได้รวมถึง “ผู้ให้บริการโทรคมนาคม” ที่มีหน้าที่ต้องเก็บบันทึกการจราจรย้อนหลัง 90 วัน และอาจต้องรับโทษด้วย</p>
<p>การเขียนกฎหมายไว้กว้างๆ เพื่อเอาผิดผู้ให้บริการไม่ได้ถูกแก้ไขในร่างฉบับใหม่ แม้ว่าท้ายที่สุด หากมีคดีความก็เชื่อกันว่าสามารถไปพิสูจน์เจตนาในศาลได้ <strong>แต่คำถามคือทำไมต้องไปลากเอาคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ต้น</strong></p>
<h2>2. ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายและผลกระทบต่อวงการไอที</h2>
<p>พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กำหนดความผิดฐานล่วงรู้แล้วบอกต่อไว้ ซึ่งในกฎหมายฉบับเดิม มาตรา 6 ระบุว่า ผู้ใดล่วงรู้ “มาตรการ” ป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้น&#8230; ซึ่งในฉบับร่างใหม่แก้ไขเรื่องนี้ โดยแก้คำจากคำว่า “มาตรการ” เป็นคำว่า “วิธีการ”</p>
<p>ปัญหาคือ คำว่า “วิธีการ” ความหมายกว้างกว่าคำว่า “มาตรการ” หากกฎหมายกำหนดว่า รู้วิธีการแล้วนำไปเปิดเผยจะมีโทษ </p>
<p>ถ้าเช่นนั้น การเผยแพร่วิธีการเจาะระบบตามที่สอนในมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่การพิมพ์หนังสือเพื่อให้รู้เท่าทันแฮกเกอร์ก็จะเกิดปัญหาทันที</p>
<p>กฎหมายฉบับเดิมมีนิยามเกี่ยวกับความผิดฐาน “จำหน่ายหรือเผยแพร่” ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งร่างฉบับใหม่เขียนให้กว้างขึ้นว่าเดิม เป็น “ผลิต จำหน่าย จ่ายแจก ทำซ้ำ มีไว้ หรือทำให้แพร่หลาย”</p>
<p>การแก้ไขส่วนนี้ ทำให้เห็นว่า ประเด็นนี้ในกฎหมายทั้งสองฉบับต่างกันเรื่องมูลเหตุจูงใจ ฉบับปัจจุบันเน้นว่าเป็นชุดคำสั่ง “ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ” ขณะที่ฉบับร่างใหม่นั้น หากเป็นผู้ผลิต หรือเพียงแค่มีไว้ ก็เข้าข่ายมีความผิดแล้ว</p>
<p>สาวตรีกล่าวว่า แนวทางการเขียนแบบในร่างฉบับใหม่ สามารถเปรียบเทียบได้กับมาตรา 246 ประมวลกฎหมายอาญา เกี่ยวกับแบงค์ปลอม ที่กำหนดว่า การทำเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับปลอมหรือแปลงเงินตราจะมีความผิด คำถามคือ ซอฟต์แวร์มีฐานะร้ายแรงเหมือนเครื่องทำแบงค์ปลอมเลยหรือไม่</p>
<h2>3. เป้าหมายที่แท้จริงของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เปลี่ยนไปไหม</h2>
<p>กฎหมายฉบับเดิม มุ่งเน้นไปที่ความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ เช่นในมาตรา 12 (2) ระบุความผิดกับการกระทำ “ที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดถัยของประเทศ&#8230;”</p>
<p>แต่ฉบับร่างใหม่ ตัดเรื่องความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ออกหมด เหลือเพียง “การกระทำที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคง”</p>
<p><strong>“คำถามคือ ตกลงกฎหมายนี้เป็นพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคง” สาวตรีกล่าว</strong></p>
<p>นอกจากนี้ ในกฎหมายฉบับเดิมมีมาตรา 14 (1) ที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการทำ<a href="https://secure.wikimedia.org/wikipedia/th/wiki/Phishing">ฟิชชิ่ง (phishing)</a> และ<a href="https://secure.wikimedia.org/wikipedia/en/wiki/Pharming">ฟาร์มมิ่ง (pharming)</a> โดยใช้คำว่า การนำเข้าสู่ระบบซึ่ง “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรืออันเป็นเท็จ” ร่างฉบับใหม่แก้ไขคำให้กลายเป็น “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน” ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแนวคิดพื้นฐานที่มุ่งใช้กับกรณีสร้างหน้าเว็บหลอกหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์หลอก และในทางปฏิบัติ มาตราดังกล่าวยังมีปัญหามากว่า คนนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์เยอะที่สุด คือเอามาใช้ฟ้องร้องในกรณีหมิ่นประมาทหรือการกล่าวความเท็จแทน</p>
<h2>4. บทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายอื่นๆ</h2>
<p>ร่างฉบับใหม่ เพิ่มเติมประเด็นใหม่เข้ามา โดยระบุถึงการทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นมาตราที่จะเอามาใช้เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่โทษความผิดในมาตรานี้ สูงกว่าโทษตามกฎหมายลิขสิทธิ์เสียอีก นอกจากนี้ กฎหมายลิขสิทธิ์ยังมีข้อยกเว้นในหลายกรณี (fair use) เช่น เพื่อใช้งานส่วนตัว เพื่อการศึกษา ฯลฯ ขณะที่การสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามร่างใหม่ไม่มีข้อยกเว้น ประเด็นนี้จะทำให้กฎหมายขัดกันเอง</p>
<p>ร่างฉบับใหม่ ยังเพิ่มเติมเรื่องการครอบครองภาพลามกเด็ก แต่มีปัญหาว่ากฎหมายนี้ไม่มีนิยามคำว่าเด็กหรือเยาวชนแปลว่าอะไร กำหนดอายุช่วงไหน นอกจากนี้ มาตรานี้ยังเขียนเอาไว้ให้ใช้กับข้อมูลที่เป็นดิจิทัลเท่านั้น แต่ถ้ามีภาพเดียวกันนี้แต่เป็นกระดาษ ก็จะไม่ผิดกฎหมายใด เพราะกฎหมายอาญายังไม่มีเรื่องนี้ กฎหมายอาญาเอาผิดเฉพาะการเผยแพร่ ไม่รวมถึงการครอบครอง ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกประเด็นที่กฎหมายขัดกัน</p>
<h2>5. ลักษณะการกระทำที่กฎหมายต้องการกำหนดเป็นความผิด</h2>
<p>ในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบัน มีมาตราที่พูดถึงการหมิ่นประมาทด้วยภาพว่า หากเป็นภาพที่เกิดจากการ “ตัดต่อเติม ดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอกนิกส์ หรือวิธีการอื่นใด” โดยประการที่จะทำให้ผู้อื่น “เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย”</p>
<p>แต่ร่างฉบับใหม่ ตัดองค์ประกอบความผิดเหล่านั้นออกหมด แก้ไขเป็นการนำเข้าสู่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็น “ภาพ เสียง หรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริงของตน ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย&#8230;”</p>
<p>มาตราทั้งสองนี้จึงไม่ชัดเจนว่าการกระทำใดกันแน่ที่กฎหมายต้องการกำหนดให้เป็นความผิด เป็นเรื่องการหมิ่นประมาทด้วยภาพ หรือเรื่องการปลอมข้อมูลระบุตัวตน</p>
<p>นอกจากนี้ ในกฎหมายฉบับเดิม กำหนดว่า การดักรับข้อมูลที่รับส่งระหว่างทางนั้นมีความผิด เป็นการอุดช่องว่างของกฎหมายที่ไม่ให้มีการดักฟังโทรศัพท์ แต่ฉบับร่างใหม่ รื้อเรื่องนี้ออกหมดเลย </p>
<p>สำหรับเรื่องสแปมหรืออีเมลขยะนั้น กฎหมายเดิมกำหนดว่า การส่งสแปมอะไรก็ตามที่ปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลเป็นความผิด ขณะที่ร่างฉบับใหม่ เปลี่ยนนิยามการส่งสแปมใหม่ โดยให้นิยามเฉพาะข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการค้า แต่ในความเป็นจริง สแปมมีหลายประเภท เช่น ขอเรี่ยไรเงิน และข้อความชวนเชื่อ</p>
<h2>6. ความคลุมเครือของถ้อยคำในกฎหมายที่มีโทษอาญา หรือกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน</h2>
<p>กฎหมายเดิมในมาตรา 14 กล่าวถึงความผิดฐานนำเข้าสู่ข้อมูลคอมพิวเตอร์<em>อันเป็นเท็จ</em> ซึ่งมีนิยามรัดกุมตามกฎหมายแปลว่า ต้องเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ ไม่เกี่ยวกับความคิดเห็น แต่ในร่างฉบับใหม่ เปลี่ยนมาใช้คำว่า “ไม่ตรงต่อความจริง” ซึ่งกำกวมกว่าเดิม</p>
<p>นอกจากนี้ มาตรา 20 ในกฎหมายเดิมซึ่งว่าด้วยการบล็อคเว็บ กำหนดว่า การระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มีลักษณะ “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” ซึ่งมีการวิพากษ์กันมากว่ามีความหมายว่าอย่างไร แต่ร่างฉบับใหม่ไม่ช่วยแก้ปัญหานี้</p>
<h2>7. ความรับผิดชอบของตัวกลาง</h2>
<p>กฎหมายเดิมมีปัญหาความคลุมเครือในการกำหนดความรับผิดชอบของตัวกลาง ไม่มีมาตรการที่ชัดเจนว่าจะพิสูจน์ว่าผู้ให้บริการ “จงใจสนับสนุน” ให้มีข้อความผิดกฎหมายไว้อย่างไร ไม่มีการกำหนดมาตรการใดๆ เขียนเอาไว้แต่บทกำหนดโทษ</p>
<p>แต่ร่างฉบับใหม่ไม่แก้ปัญหานี้ ซ้ำยังเพิ่มนิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” ขึ้นมา และกำหนดด้วยว่า หาก “ละเว้นไม่ดำเนินการแก้ไขซึ่งการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์” ผู้ให้บริการจะมีความผิด ซึ่งหมายความว่า นี่เป็นการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่สามารถบังคับให้ผู้ให้บริการต้องปลดข้อความ หรือเซ็นเซอร์เนื้อหา โดยไม่ต้องขออำนาจจากศาลแล้ว </p>
<h2>8. คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม</h2>
<p>เรื่องคณะกรรมการเป็นเรื่องที่เพิ่มเข้ามาในร่างฉบับใหม่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบันยังไม่มีเรื่องนี้ ซึ่งคณะกรรมการนี้มีอำนาจหน้าที่มากและมีองค์ประกอบกระจุกตัวที่ข้าราชการการเมืองและตัวแทนจากฝ่ายความมั่นคง ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน โดยที่เราไม่รู้ว่า เหตุผลที่ต้องมีคณะกรรมการชุดนี้คืออะไร และเรามีความจำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการชุดนี้จริงหรือไม่</p>
<h1>ข้อเสนอ 7 ประการต่อการจัดทำร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่</h1>
<p>สาวตรีมีข้อเสนอ 7 ประการเกี่ยวกับการจัดทำร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ว่า </p>
<p><strong>1. พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขและอุดช่องว่าง แต่กระบวนการแก้ไขควรเป็นไปอย่างรอบคอบ เปิดเผย โปร่งใส ไม่งุบงิบ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วม </p>
<p>2. ควรต้องทบทวนหลักการเหตุผลของการบัญญัติกฎหมายฉบับนี้ ว่าตอบโจทย์เรื่อง “อาชญากรรมคอมพิวเตอร์โดยแท้” หรือไม่ “ความผิดที่เกี่ยวกับเนื้อหา” ยังจำเป็นต้องมีอยู่หรือไม่</p>
<p>3. ควรพิจารณาแก้ไขบทนิยาม คำศัพท์ต่าง ๆ ในฐานความผิดทั้งในกฎหมายแม่และกฎหมายลูกให้สอดคล้อง ไม่ให้คลุมเครือ ไม่เปิดให้ใช้ดุลพินิจมากเกินไป</p>
<p>4. ควรต้องศึกษาฐานความผิดที่จะบัญญัติหรือแก้ไขจากกฎหมายทั้งระบบ บัญญัติให้สอดคล้อง ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่มีอยู่แล้ว</p>
<p>5. พิจารณากำหนดฐานความผิด โดยคำนึงถึงพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ</p>
<p>6. ทบทวนที่มาและสัดส่วนของคณะกรรมการฯ และอำนาจหน้าที่ให้เหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่</p>
<p>7. สร้างสมดุลระหว่างการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน</strong></p>
<p>ในช่วงท้าย เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ วันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์พันทิป.คอม, ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย, สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และคณะทำงานร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่, อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต, สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, และผู้เข้าร่วมเสวนาคนอื่น ๆ <em><a href="http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/scholars-support-pure-computer-crime-law/" title="นักวิชาการหนุน แก้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ให้เป็นเรื่อง “ระบบคอมพิวเตอร์” แท้ ๆ">อ่านสรุปประเด็นแลกเปลี่ยน คลิกที่นี่</a></em></p>
<h1>บทความ/เอกสารที่เกี่ยวข้อง</h1>
<ul>
<li><strong><a href='http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/new-cca-analysis-sawatree-201109.pdf'>บทวิเคราะห์ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ&#8230;. (ฉบับเผยแพร่ วันที่ 20 มิถุนายน 2554) โดย สาวตรี สุขศรี</a></strong></li>
<li><a href="http://mycomputerlaw.in.th/2011/07/cca-2550-criminal-code-principles/">ชำแหละพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 – ผิดหลักบัญญัติกฎหมายหรือไม่ ?</a> (สัมภาษณ์ สาวตรี สุขศรี ในประเด็นหลักการเขียนกฎหมายอาญา)</li>
<li><a href='http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/cca-new-draft-rationale-20110404.pdf'>ความจำเป็นในการร่างตรากฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์</a> (เอกสารจากคณะทำงานของกระทรวงไอซีที)</li>
<li><a href='http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/cca-new-draft-20110607.pdf'>ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. &#8230;. (ฉบับ 7 มิ.ย. 2554)</a> (เอกสารจากคณะทำงานของกระทรวงไอซีที)</li>
<li><a href='http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/cca-new-draft-20110607-comparison.pdf'>เปรียบเทียบ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ปัจจุบัน กับ ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ (7 มิ.ย. 2554)</a> (เอกสารจากคณะทำงานของกระทรวงไอซีที)</li>
<li><a href='http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/info-law-committee-comparison-mycomputerlaw-20110921.pdf'>เปรียบเทียบสัดส่วนคณะกรรมการในร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิด้านข้อมูลข่าวสาร</a> (ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล v. ร่างพ.ร.บ.ความผิดคอมพิวเตอร์ รวบรวมโดย My Computer Law)</li>
<li><a href="http://mycomputerlaw.in.th/2011/09/internet-law-un-human-rights-council/">ปรับปรุงกฎหมายอินเทอร์เน็ตเพื่อสิทธิมนุษยชน: มุมมองจากสหประชาชาติ</a> (สรุปโดย My Computer Law)</li>
</ul>
<div style="background: #eeffaa; padding: 10px; border: 5px solid green; margin: 10px;">
<img style="float: left; margin-right: 5px;" src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/08/mycomavt-120x120.png" alt="My Computer Law" /><br />
<strong><a href="https://docs.google.com/spreadsheet/viewform?hl=en_US&amp;formkey=dGo3cnBHQlZ0N05RWW1LS3JCb2E0d0E6MQ#gid=0">คุณคิดว่ากฎกติกาของอินเทอร์เน็ตควรเป็นอย่างไร ?</a></strong><br />
เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นในแบบสำรวจ คำถามมีทั้งหมด 6 ข้อ ใช้เวลา 2-10 นาที<br />
<span style="color: #808080;">รายงานการสำรวจที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะ จะเป็นสถิติภาพรวมที่ระบุตัวตนของผู้ตอบแบบสอบถามไม่ได้</span><br />
<a href="https://docs.google.com/spreadsheet/viewform?hl=en_US&amp;formkey=dGo3cnBHQlZ0N05RWW1LS3JCb2E0d0E6MQ#gid=0">คลิกที่นี่เพื่อทำแบบสำรวจ</a>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mycomputerlaw.in.th/2011/10/sawatree-old-cca-new-cca/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิเชียร อันประเสริฐ : พ.ร.บ.คอมฯ ทำให้คนเป็นคอม ไม่ทำให้คนเป็นคน</title>
		<link>http://mycomputerlaw.in.th/2011/09/cca-forum-ubon/</link>
		<comments>http://mycomputerlaw.in.th/2011/09/cca-forum-ubon/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Sep 2011 05:21:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MyComputerLaw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี]]></category>
		<category><![CDATA[วิเชียร อันประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[สาวตรี สุขศรี]]></category>
		<category><![CDATA[อภินันท์ ศรีศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล]]></category>
		<category><![CDATA[อุบลราชธานี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mycomputerlaw.in.th/?p=742</guid>
		<description><![CDATA[งานเสวนา “เล่นเน็ตติดคุก เล่นเฟซบุ๊กถูกฟ้อง” ที่ม.อุบลฯ นักสังคมศาสตร์เปิดมุมมองทางสังคมต่อพ.ร.บ.คอมฯ นักกฎหมายชี้ตัวกฎหมายมีปัญหา ไม่ใช่แค่การบังคับใช้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>งานเสวนา “เล่นเน็ตติดคุก เล่นเฟซบุ๊กถูกฟ้อง” ที่ม.อุบลฯ นักสังคมศาสตร์เปิดมุมมองทางสังคมต่อพ.ร.บ.คอมฯ นักกฎหมายชี้ตัวกฎหมายมีปัญหา ไม่ใช่แค่การบังคับใช้</p>
<p>ในงานเสวนา <strong>“เล่นเน็ตติดคุก เล่นเฟซบุ๊กถูกฟ้อง” : 4 ปีการบังคับใช้พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์กับสิทธิเสรีภาพการสื่อสาร</strong> เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดโดย <a href="http://www.law.ubu.ac.th/cpeal/">ศูนย์เผยแพร่และช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย คณะนิติศาสตร์</a> หลักสูตรนิเทศศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์ <a href="http://www.la.ubu.ac.th/">คณะศิลปศาสตร์</a> มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีวิทยากรจากหลากหลายสาขาเข้าร่วมพูดคุยเกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์)</p>
<h1>วิเชียร อันประเสริฐ  อาจารย์ประจำสาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</h1>
<p>อ.วิเชียรกล่าวถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในมุมมองเชิงสังคม ที่มองกฎหมายและคอมพิวเตอร์ ไว้อย่างน่าสนใจ</p>
<p><img src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/wichean.jpg" alt="วิเชียร อันประเสริฐ อาจารย์ประจำสาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี" title="วิเชียร อันประเสริฐ อาจารย์ประจำสาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี" width="320" height="300" class="aligncenter size-full wp-image-745" /></p>
<h2>รัฐอยากได้อะไรก็ออกกฎหมาย โดยไม่เข้าใจ</h2>
<p>“กฎหมายเป็นเรื่องของอำนาจ ชนชั้นใดร่างกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น” อาจารย์คณะสังคมศาสตร์กล่าว</p>
<p>อ.วิเชียร มองว่า ปัจจุบันกฎหมายเป็นเครื่องมือของผู้ปกครองในการควบคุมชนชั้นล่าง เวลารัฐต้องการน้ำมาเป็นของตัวเองก็ออกกฎหมายน้ำ ถ้าต้องการเอาป่าก็ออกกฎหมายป่า สิ่งที่รัฐไม่เข้าใจก็คือวัฒนธรรมการใช้ป่าหรือการใช้น้ำของชุมชนทั้งหมด</p>
<p>การที่รัฐร่างกฎหมายคอมพิวเตอร์ขึ้นมา รัฐก็ไม่ได้เข้าใจวัฒนธรรมการใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อมีกฎหมายคอมพิวเตอร์ออกมาคอมพิวเตอร์ไม่ได้เป็นของคุณแล้ว กลายเป็นของรัฐ รัฐพยายามเข้ามาควบคุมการใช้คอมพิวเตอร์ของคุณทั้งหมด</p>
<h2>พ.ร.บ.คอมฯ ทำให้คนเป็นคอม ไม่ทำให้คนเป็นคน</h2>
<p>กฎหมายคอมพิวเตอร์มีวัตถุประสงค์เพื่อมาควบคุมดูแลระบบคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อกฎหมายนี้ถูกใช้มาควบคุมการสื่อสารของคนกับคน เท่ากับเขามองคุณเป็นคอมพิวเตอร์แล้ว เขามองการสื่อสารของคุณเป็นการสื่อสารของคอมพิวเตอร์ คนออกกฎหมายไม่ได้สนใจวัฒนธรรมสื่อสาร ไม่เข้าใจวัฒนธรรมการสื่อสารบนโลกอินเทอร์เน็ต</p>
<p>แทนที่การหมิ่นประมาทจะถูกลงโทษตามกฎหมายที่ควบคุมคนกับคน (หมายถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา326) แต่กลับถูกลงโทษตามกฎหมายที่มาควบคุมคอมพิวเตอร์ ถ้าเมื่อไรกฎหมายคอมพิวเตอร์ใช้ควบคุมเรื่องของความคิดเห็นแล้ว แสดงว่าเขามองคุณเป็นคอมพิวเตอร์และควบคุมคุณในฐานะที่เป็นคอมพิวเตอร์</p>
<p>การเซ็นเซอร์คือการมองว่าประชาชนโง่ คิดไม่ได้ การสื่อสารใดที่จะไปถึงคุณต้องผ่านผมก่อน เป็นการควบคุมประชาชน แทนที่จะมีเสรีภาพการสื่อสาร มีการสื่อสารสองทางซึ่งมีประสิทธิภาพ แต่กำลังถูกแทรกแซงด้วยพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เราต้องมองคนเป็นคน ไม่ใช่มองเป็นคอมพิวเตอร์</p>
<h2>เสนอทางออก ให้ประชาชนออกกฎหมายเอง</h2>
<p>“กฎหมายเป็นเหมือนโรงงานอุตสาหกรรม สามารถทำให้ตายหรือเจ็บป่วยไข้ได้” อาจารย์วิเชียรกล่าว</p>
<p>อ.วิเชียรกล่าวถึงแนวคิดที่มีต่อการออกกฎหมายว่า กฎหมายมีคุณ คือ คุ้มครองปกป้องสิทธิ แต่ก็มีโทษด้วย ดังนั้น ก่อนออกกฎหมายสักเรื่อง ต้องมีการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการมีกฎหมายนั้นด้วย เหมือนกับการสร้างโรงงานที่ต้องศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและทางสุขภาพก่อน</p>
<p>ทางออกของเรื่องนี้ คือ ต้องให้ประชาชนออกกฎหมาย กฎหมายอะไรที่ออกโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม ออกโดยคมช. หรือออกโดยใคร ต้องเอาออกให้หมด เพราะกฎหมายกำลังไปทำลายเหยื่อที่เป็นคนดีด้วย</p>
<p>ประชาพิจารณ์ ไม่ใช่ทั้งหมดของการมีส่วนร่วม เป็นแค่ส่วนหนึ่ง การมีส่วนร่วมต้องพูดถึงการตัดสินใจ ต้องประเมินผลกระทบทั้งหมด การเข้าชื่อเสนอกฎหมายก็เป็นทางหนึ่งในการมีส่วนร่วมที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อสิทธิของประชาชน</p>
<h2>พ.ร.บ.คอมฯ กำลังละเมิดสิทธิมนุษยชน</h2>
<p>การละเมิดสิทธิมนุษยชนส่วนใหญ่เกิดจากรัฐและการใช้กฎหมายของรัฐ ต้องมองกฎหมายว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ เราจำเป็นต้องสร้างการตรวจสอบกฎหมาย เราต้องมาช่วยกันร่างกฎหมายเอง อย่าปล่อยให้ชนชั้นปกครองสร้างกฎหมายแล้วมาบอกว่าอะไรผิดอะไรถูก</p>
<p>“หลักการของสิทธิมนุษยชนคือ ไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น อะไรทำให้เรากลัวที่จะแสดงความคิดเห็นอันนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กำลังทำให้เรากลัว” อาจารย์สังคมศาสตร์ที่สอนวิชาสิทธิมนุษยชนกล่าว</p>
<h1>อภินันท์ ศรีศิริ  อาจารย์ประจำกลุ่มกฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</h1>
<p><img src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/apinan.jpg" alt="อภินันท์ ศรีศิริ  อาจารย์ประจำกลุ่มกฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี" title="อภินันท์ ศรีศิริ  อาจารย์ประจำกลุ่มกฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี" width="320" height="300" class="aligncenter size-full wp-image-749" /><br />
อ.อภินันท์ อธิบายถึงพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบันว่า ลักษณะความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีอยู่ 2 ลักษณะ</p>
<p>หนึ่ง คือ ความผิดที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการทำความผิดอย่างอื่น เช่น มาตรา 14 การโพสต์ข้อความที่เป็นความผิด</p>
<p>สอง คือ ความผิดที่มุ่งกระทำต่อตัวระบบหรือข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เช่น การโจมตีระบบ การแฮก การดักข้อมูล การเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์ของคนอื่นหรือไปแก้ไขข้อมูลของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต</p>
<p>ปัญหาหนึ่งในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คือ กฎหมายกำหนดให้ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมาก เพราะเพิ่มภาระให้กับผู้ให้บริการ แถมยังมีบทกำหนดโทษทางอาญาอีก</p>
<p>เนื่องจากทุกวันนี้หน่วยราชการต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์มากขึ้น ต้องมี e-document e-learning e-office ฯลฯ การมุ่งโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ก็มีมาก ดังนั้นถ้ามองถึงความจำเป็น พ.ร.บ.นี้ มีความจำเป็นต้องเข้าไปดูแลการใช้คอมพิวเตอร์ที่เหมาะสม หากกฎหมายมีปัญหาอย่างไร ก็สามารถแก้ไขให้สมบูรณ์ได้</p>
<h1>อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล  ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต</h1>
<p> <br />
<img src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/arthit.jpg" alt="อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต" title="อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต" width="320" height="300" class="aligncenter size-full wp-image-750" /></p>
<h2>เสรีภาพแสดงความคิดเห็นของไทยตกอันดับวูบ</h2>
<p>อาทิตย์เล่าว่า จากการประเมินขององค์กรหลาย ๆ แห่ง เช่น องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ที่ประเมินเรื่องเสรีภาพการแสดงออก จัดให้<a href="http://en.rsf.org/spip.php?page=classement&#038;id_rubrique=1034" title="Press Freedom Index 2010">ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 153 จาก 178 ประเทศ</a> ถือว่าต่ำทีเดียว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ช่วงประมาณปี 2548–2549 ประเทศไทยเคยอยู่อันดับที่ประมาณ 100 นิด ๆ</p>
<p>ฟรีดอมเฮาส์เคยจัดระดับเสรีภาพสื่อประเทศไทยเป็น “กึ่งเสรี” ในปี 2553 <a href="http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hNREEyTURVMU5BPT0=&#038;sectionid=TURNd013PT0=&#038;day=TWpBeE1TMHdOUzB3Tmc9PQ==">แต่ปัจจุบันตกลงมาเป็น “ไม่เสรี”</a> โดยสาเหตุสำคัญอันหนึ่งคือการใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ควบคุมความคิดเห็นออนไลน์</p>
<h2>พ.ร.บ.คอมฯ ถูกใช้เอาผิดกับเนื้อหา มากกว่าความผิดคอมพิวเตอร์จริง ๆ</h2>
<p>อาทิตย์กล่าวว่า ดังที่อาจารย์อภินันท์จำแนกความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เป็นสองประเภท แต่เวลาบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ของรัฐเน้นเอาผิดเรื่องเนื้อหาการแสดงความคิดเห็นมากกว่าการปกป้องระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของเรา โดยสถิติในปี 2553 พบว่ามีคดีที่เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ 45 คดี ขณะที่คดีเกี่ยวกับเนื้อหามีถึง 128 คดี</p>
<p>หากดูสถิติการปิดกั้นหรือบล็อคเว็บไซต์ ก็คล้ายกัน ที่ผ่านมาการปิดห้าหมื่นจากเจ็ดหมื่นกว่าเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องคุ้มครองประชาชนทั่วไป แต่เป็นเรื่องที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ และพบว่าจำนวนการปิดกั้นเว็บไซต์จะสูงขึ้นมากในช่วงที่มีเหตุการณ์ทางการเมือง เช่น เดือนตุลาคม 2551 เดือนเมษายน–พฤษภาคม 2553 ส่วนการปิดกั้นด้วยเรื่องปกป้องสุขภาพ เรื่องการพนัน มีเพียง 3-4% เท่านั้น</p>
<p>จากข้อมูลนี้ อาทิตย์จึงมองว่าไม่เกินเลยไปหากจะกล่าวว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับนี้ แม้จะมีเจตนาดีเพื่อปกป้องสิทธิผู้ใช้เน็ตในตอนแรก แต่สุดท้ายแล้วถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริง ๆ </p>
<h1>สาวตรี สุขศรี  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</h1>
<p><img src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/09/sawatree.jpg" alt="สาวตรี สุขศรี  อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" title="สาวตรี สุขศรี  อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" width="320" height="300" class="aligncenter size-full wp-image-748" /></p>
<h2>ทำไมเล่นเน็ตถึงติดคุก เล่นเฟซบุ๊กถึงถูกฟ้องได้?</h2>
<p>พื้นที่โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นการสร้างตัวตนอะไรสักอย่าง เป็นพื้นที่รวมคนที่เห็นคล้ายกันมาสื่อสารพูดคุยกัน ทำให้ความคิดของเราได้รับการตอบสนอง จะเกิดความรู้สึกฮึกเหิม มีผลให้การแสดงความคิดเห็นบางทีรุนแรง ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย</p>
<p>โซเชียลเน็ตเวิร์กโดยตัวพื้นที่ของมันดี ตอบสนองประชาธิปไตย แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ถ้าเขียนเนื้อหาได้ดีก็จะมีชื่อเสียง แต่ถ้าเขียนเนื้อหาที่รุนแรง ไม่ระวังตัว จะกลายเป็นช่องว่างให้ถูกฟ้องคดี</p>
<p>เราต้องคิดไว้เสมอว่าแม้จะมีเพื่อนเยอะ แต่เพื่อนไม่ได้คิดเหมือนเราทุกคน เวลาแสดงความคิดเห็นออกไปจะมีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ การที่อินเทอร์เน็ตทำให้แสดงความคิดเห็นได้รวดเร็ว มีอิสระ ก็ต้องคำนึงไว้ว่าความรวดเร็วนั้นอาจจะมีข้อผิดพลาดด้วย บางข่าวที่มาถึงเราอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง </p>
<p>อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเราสามารถรู้เรื่องของคนอื่นได้ สามารถเข้าไปดูเฟซบุ๊กให้หน้าของคนอื่น ติดตามความเคลื่อนไหวของคนอื่นได้ ในขณะเดียวกันคนอื่นก็อาจจะรู้เรื่องของเราได้เช่นกัน ข้อมูลส่วนบุคคลจะเข้าไปอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กมาก เรารู้เขา เขาก็รู้เรา</p>
<p>เฟซบุ๊กอาจจะเหมือนสวนหลังบ้าน แต่รั้วที่กั้นสวนหลังบ้านกับถนนนอกบ้านเป็นรั้วโปร่ง ใครจะเข้ามาเมื่อไรก็ได้ คนที่มีความสามารถทางเทคนิคสามารถเข้ามาดูได้ เวลาแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กต้องคิดเสมอว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือกึ่งสาธารณะ และคนที่เห็นต่างกับเราอาจจะเอาไปฟ้องเราได้</p>
<h2>วัฒนธรรมทางใช้เน็ตของไทย มีปัญหาต่อเสรีภาพ</h2>
<p>อ.สาวตรี กล่าวถึงบรรยากาศการละเมิดสิทธิเสรีภาพในโลกออนไลน์ ว่า วัฒนธรรมการใช้เน็ตของประเทศไทยยังไม่เปิดกว้างพอ จึงยังมีการไล่ล่า เสียบประจานกัน เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องการล่าแม่มดในโลกไซเบอร์ บางครั้งการแสดงความคิดเห็นไม่ได้ผิดกฎหมายเลย แค่ไม่ถูกใจ ยังไม่ผิดกฎหมายไม่ใช่หมิ่นประมาทเลยแต่ถูกเสียบประจานแล้ว เห็นว่าวัฒนธรรมยังไม่เปิดกว้างพอจึงมีการไล่ล่าความเห็นที่แตกต่าง</p>
<p>วัมนธรรมที่ยังไม่ศิวิไลซ์พอ ประกอบกับกฎหมายที่เป็นปัญหา จึงเกิดประเด็นตามหัวข้อ “ใช้เน็ตติดคุก เล่นเฟซบุ๊กถูกฟ้อง” </p>
<p>นอกจากนี้อ.สาวตรียังย้ำด้วยว่า ถึงเวลาที่เราต้องเปิดพื้นที่ และสร้างภูมิคุ้มกันในการยอมรับความเห็นที่แตกต่างได้แล้ว</p>
<h2>การถูกจับถูกฟ้องในวันนี้ ถูกต้องหรือไม่ในทางกฎหมาย?</h2>
<p>นักกฎหมายอาญาวิพากษ์ตัวพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ว่า การฟ้องที่เป็นไปตามเนื้อผ้า เรารับได้ แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาหลายกรณีไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผู้บังคับใช้กฎหมายใช้ดุลพินิจส่วนตัวมากเกินไป กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร </p>
<p>เมื่อดู พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 (2) เรื่อง ข้อความที่กระทบต่อ “ความมั่นคง” หรือทำให้ประชาชน “ตื่นตระหนก” เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคืออะไร? ทั้งที่กฎหมายที่มีโทษทางอาญาเวลาบัญญัติกฎหมายต้องบัญญัติให้ชัดแจ้ง ให้ประชาชนเข้าใจได้ เพราะถ้าถูกลงโทษจะริดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างร้ายแรง นี่คือปัญหาในเนื้อหาแห่งกฎหมาย ไม่ใช่ปัญหาที่การบังคับใช้</p>
<p>ถ้าดูมาตรา 14 (3) เรื่อง ข้อความที่เป็นความผิดตามหมวดความมั่นคงในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคง เป็นเรื่องเดียวกับ (2) แต่ใน (3) นี้ชัดเจนว่าอะไรคือความผิด เพราะมีการเชื่อมโยงความผิดไปยังมาตราต่าง ๆ ในประมวลกฎหมายอาญา แต่น่าสงสัยว่าเมื่อมีมาตรา 14 (3) ซึ่งชัดเจนอยู่แล้วนี้จะมีมาตรา 14 (2) มาทำไม หรือมีเพื่อให้ใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ ?</p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหา คือ ในมาตรา 15 เรื่องความรับผิดของตัวกลาง ทั้งที่ตัวกลางไม่ได้เป็นผู้กระทำเอง เพียงแต่มีข้อความอยู่ในเว็บเท่านั้น แต่กลับต้องรับผิดเท่ากับคนทำ ทั้งที่ในความผิดฐานอื่น (ตามประมวลกฎหมายอาญา) ผู้สนับสนุนมีโทษแค่สองในสามเท่านั้น </p>
<p>อ.สาวตรี ยืนยันว่า เวลาพูดว่าบ้านเราปกครองในระบอบนิติรัฐ ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายทุกฉบับที่ออกมาจะต้องชอบธรรม การประท้วงกฎหมายที่เห็นว่าไม่ชอบธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องผิด เป็นเรื่องการมีส่วนร่วม ไม่อยากให้มองว่าคนที่ออกมาประท้วงกฎหมายแปลว่าอยากจะทำผิดกฎหมาย แต่เพราะเขามองเห็นอีกมุมหนึ่ง จึงต้องฟัง</p>
<p>การบอกว่าการบังคับใช้กฎหมายมีปัญหา เป็นเรื่องที่พูดยังไงก็ถูก เหมือนบอกว่า คนต้องกินข้าว การบังคับใช้กฎหมายบ้านเรามีปัญหาจริง ๆ แต่อย่าเอาเรื่องปัญหาการบังคับใช้มากลบเกลื่อนว่าตัวกฎหมายเองไม่มีปัญหา อย่างนี้ไม่ใช่ กฎหมายจำนวนมากมีปัญหาจริง ๆ ต้องดูให้รอบ</p>
<div style="background: #eeffaa; padding: 10px; border: 5px solid green; margin: 10px;">
<img style="float: left; margin-right: 5px;" src="http://mycomputerlaw.in.th/wp-content/uploads/2011/08/mycomavt-120x120.png" alt="My Computer Law" /><br />
<strong><a href="https://docs.google.com/spreadsheet/viewform?hl=en_US&amp;formkey=dGo3cnBHQlZ0N05RWW1LS3JCb2E0d0E6MQ#gid=0">คุณคิดว่ากฎกติกาของอินเทอร์เน็ตควรเป็นอย่างไร ?</a></strong><br />
เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นในแบบสำรวจ คำถามมีทั้งหมด 6 ข้อ ใช้เวลา 2-10 นาที<br />
<span style="color: #808080;">รายงานการสำรวจที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะ จะเป็นสถิติภาพรวมที่ระบุตัวตนของผู้ตอบแบบสอบถามไม่ได้</span><br />
<a href="https://docs.google.com/spreadsheet/viewform?hl=en_US&amp;formkey=dGo3cnBHQlZ0N05RWW1LS3JCb2E0d0E6MQ#gid=0">คลิกที่นี่เพื่อทำแบบสำรวจ</a>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mycomputerlaw.in.th/2011/09/cca-forum-ubon/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

