เริ่มที่นี่

พ.ร.บ.คอมคืออะไร

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีเพื่อกำหนดความผิดในการกระทำที่มี “ระบบคอมพิวเตอร์” เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์นี้ เป็นได้ทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์วางตัก คอมพิวเตอร์พกพา แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ และสมาร์ทโฟน รวมถึงระบบต่าง ๆ ที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบควบคุมไฟฟ้า น้ำประปา ธนาคาร ฯลฯ

เราต่างใช้อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แน่นอนว่าย่อมมีกลุ่มหรือบุคคลที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการกระทำความผิด หรือกระทำความผิดผ่านระบบเหล่านี้ เช่น ขโมยข้อมูล ป่วนข้อมูลและระบบให้เสียหาย การกระทำเหล่านี้ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับกฎหมายเดิม เช่นในโลกออฟไลน์มีโทษสำหรับโจรที่ย่องเข้าบ้านคนแล้วหยิบของมีค่าไป แต่ในโลกออนไลน์ เราต้องพิจารณาและนิยามการกระทำใหม่ ๆ ว่าการขโมยกุญแจบ้าน (เจาะรหัส) ไขประตูบ้านเข้าไป (เข้าสู่ระบบ) แล้วทำลายทรัพย์สิน (ดัดแปลงข้อมูล) หรือหยิบของมีค่าออกมา (ขโมยข้อมูล) นั้นจะมีความผิดอย่างไร

พ.ร.บ.คอมเกี่ยวกับเรายังไง

แม้เราจะไม่ได้เป็นเจ้าของอุปกรณ์เทคโนโลยีสักเครื่องเดียว แต่เราก็หนีไม่พ้นพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คนส่วนใหญ่อย่างน้อยก็จะมีอีเมลที่ใช้ติดต่อกับผู้อื่น เป็นไปได้ว่าอีเมลนั้นอาจถูกคนอื่นเข้ามาอ่าน มาใช้ข้อมูลและแอบเปลี่ยนแปลงข้อมูล ปลอมแปลงตัวตนของเรา และทำให้เกิดความเสียหาย

ทุกวันนี้คนจำนวนมากใช้อินเทอร์เน็ตเป็นดังห้องสมุดขนาดใหญ่ จู่ ๆ วันหนึ่งอาจพบว่า คลังความรู้หรือเว็บไซต์ที่ใช้บริการเป็นประจำกลับเข้าดูไม่ได้แล้ว เพราะมีนักเจาะมือดี (แต่ประสงค์ร้าย) มาป่วนจนระบบพังไปหมด

นอกจากนี้ เราอาจพบการก่อวินาศกรรมออนไลน์เช่นกับระบบธนาคาร รายละเอียดบัญชีและรายการทรัพย์สินที่เราใช้บริการกับธนาคารพาณิชย์อยู่นั้น อาจถูกแอบดู แก้ไขข้อมูล จนเราเสียเงินเสียทอง หรือสร้างความเสียหายให้ระบบธนาคารได้

โดยสรุปแล้ว ทุกวันนี้เราเลี่ยงไม่พ้นระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่รอบตัวเรา และนั่นทำให้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เป็นกฎหมายที่ใกล้ตัวเรามากเช่นกัน

พ.ร.บ.ปัจจุบันไม่ดียังไง

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แล้ว เริ่มประกาศใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายดังที่กล่าวมาแทบไม่ได้ถูกนำมาใช้เลย เพราะมีปัญหาหลายประการ เช่น คนไม่เชื่อมั่นในเจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กฎหมายใช้ภาษากำกวมจนถูกตีความผิดวัตถุประสงค์ รวมไปถึงเรื่องที่กฎหมายนี้เป็นกฎหมายอีกฉบับที่ถูกใช้งานทางการเมืองมากกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายจริง ๆ ที่มุ่งปราบปรามความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์

คนไม่เชื่อมั่นเจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

มีหลายครั้งที่ระบบของบริษัท ห้างร้าน ถูกคนร้ายเจาะฐานข้อมูล แต่บริษัทเหล่านั้นก็เลือกที่จะไม่ฟ้องร้อง เพราะคิดว่าฟ้องไปก็ไม่ได้อะไร ตำรวจไม่มีความรู้พอจะทำคดีได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเสียชื่อเสียงของบริษัทเอง ความข้อนี้อาจจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่ข้อเท็จจริงหนึ่งคือ เดิมที่คนเข้าใจกันว่าคนที่จะเป็นเจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก็น่าจะเป็นคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ แต่เนื่องจากกฎหมายมีข้อความกำกับท้ายว่า เจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากไม่ได้เป็นคนมีความรู้เฉพาะทาง แต่ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควรก็สามารถเป็นเจ้าพนักงานได้ ที่ผ่านมาตำแหน่งเจ้าพนักงานก็ถูกตั้งโดยไม่ได้พิจารณาจากความรู้ความสามารถเป็นหลัก

ภาษากฎหมายกำกวมจนถูกตีความผิด ๆ

แทนที่จะเน้นเรื่องระบบคอมพิวเตอร์ แต่กฎหมายฉบับนี้ซึ่งถูกหยิบมาพิจารณาเป็นการด่วนในการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อปี 2550 ก็ได้เพิ่มถ้อยคำใหญ่ ๆ ที่หานิยามย๊ากยากหลายประโยค เช่น การระบุถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน และกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ

ใจความเหล่านี้ทำให้เจตนารมณ์ตั้งต้นของกฎหมายที่เน้นเอาผิดกับความผิดต่อ “ระบบคอมพิวเตอร์” ถูกหลงลืมไป และหันมาเน้นความผิดที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อ เช่น การวิพากษ์วิจารณ์อย่างล่อแหลมเกี่ยวกับสถานการณ์ในสังคม การหลอกลวงกันผ่านทางเว็บบอร์ด การกล่าวว่าร้ายผ่านทางอีเมล

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ยืนยันได้จากผลการดำเนินงานตลอด 4 ปีนับแต่ใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มา พบว่ามีคดีเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์จำนวนน้อยมาก ขณะที่คดีหมิ่นประมาทและคดีความมั่นคงกลับเพิ่มสูงขึ้น ทั้งที่ความผิดเหล่านั้นสามารถใช้กฎหมายดั้งเดิม เช่นประมวลกฎหมายอาญาแทนได้อยู่แล้ว

พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังถูกใช้งานไปกับการบล็อคเว็บมากที่สุด แน่นอนว่าการบล็อคเว็บเป็นวิธีการบรรเทาขั้นต้นเมื่อเกิดความเสียหาย เช่นการละเมิดกันในอินเทอร์เน็ต แต่ยิ่งบล็อคเว็บมากเท่าใด เนื้อหาเดิมในเว็บที่ถูกบล็อคก็เกิดขึ้นใหม่ได้อีก บทเรียนที่ถูกฝ่ายมีร่วมกันคือการบล็อคเว็บไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่การบล็อคเว็บโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจมีผลทำให้จำนวนไอพีที่คนในประเทศไทยจะใช้ได้นั้นยิ่งถูกจำกัด ซึ่งหมายถึงการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในเรื่องอื่น ๆ ด้วย

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบัน ไม่ถูกใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้เพื่อจัดการความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจมากกว่าตำรวจทั่วไป และใช้อำนาจเพื่อจัดการ “เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม” ทั้งที่เรื่องไม่เหมาะสมต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตมีกฎหมายดั้งเดิมอย่างประมวลกฎหมายอาญาครอบคลุมอยู่แล้ว

เราทำอะไรได้บ้าง

ที่ผ่านมา การผลักดันกฎหมายเกิดขึ้นจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว อีกทั้งยังเป็นการพิจารณาที่รีบเร่งและถูกผลักอย่างรวดเร็วหลังจากมีสภาพิเศษอย่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และขณะนี้ กระทรวงไอซีที และเนคเทค ก็มีความพยายามเสนอร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ซึ่งยิ่งเพิ่มเติมเนื้อหาที่เป็นการจำกัดสิทธิของประชาชนโดยไม่จำเป็น

ทางหนึ่งที่อาจช่วยแก้ปัญหาได้ คือภาคประชาชนเสนอร่างกฎหมายของตัวเองเข้าไป เพื่อให้ในการพิจารณากฎหมาย มีความเห็นและข้อเสนอจากภาคประชาชนเข้าไปถ่วงดุลด้วย แทนที่จะมีกฎหมายจากภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว

My Computer Law เป็นกิจกรรมที่ระดมข้อเสนอจากคนเล่นเน็ตทั่วไป ว่ามีภาพฝันต่อกฎหมายคอมพิวเตอร์ในแบบที่ต้องการอย่างไร โดยจะรวบรวมความเห็นผ่านช่องทางเว็บไซต์นี้ จากนั้นจะประมวลออกมาเป็นร่างกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ภาคประชาชน แล้วจะระดมรายชื่อประชาชนจำนวนอย่างน้อยหนึ่งหมื่นชื่อ เพื่อเสนอกฎหมายเข้าสู่รัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองสิทธิไว้

ทุก ๆ คนสามารถส่งความคิดเห็นมาได้ทางเว็บไซต์นี้ และทางทวิตเตอร์ @MyComputerLaw และเฟซบุ๊ก facebook.com/MyComputerLaw

My Computer Law
คุณคิดว่ากฎกติกาของอินเทอร์เน็ตควรเป็นอย่างไร ?
เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นในแบบสำรวจ คำถามมีทั้งหมด 6 ข้อ ใช้เวลา 2-10 นาที
รายงานการสำรวจที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะ จะเป็นสถิติภาพรวมที่ระบุตัวตนของผู้ตอบแบบสอบถามไม่ได้
คลิกที่นี่เพื่อทำแบบสำรวจ

ใส่ความเห็น